กลยุทธ์ Differentiation คือ อะไร ? แตกต่างอย่างไรได้บ้าง ?

กลยุทธ์ Differentiation คือ กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง

มาดูกันว่า กลยุทธ์ Differentiation หรือ กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง คือ อะไร ? และจะสร้างความแตกต่างได้อย่างไรบ้าง !?


กลยุทธ์ Differentiation คือ กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง เป็นหนึ่งในกลยุทธ์จาก Porter Generic Strategies ของ Micheal E. Porter จาก Harvard Business School

โดยกลยุทธ์ Differentiation จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าหรือบริการ ทำให้สินค้าและบริการมีความแตกต่างไม่เหมือนใคร

ซึ่งสิ่งที่ได้จากการสร้างความแตกต่างที่ว่าก็คือ มูลค่าเพิ่มของสินค้า (Value Added) ที่ทำให้สามารถขายสินค้าในราคาที่สูงกว่าสินค้าอื่นที่คล้ายกันได้ (เพราะไม่มีสินค้าอื่นที่สามารถทดแทนได้) ส่งผลให้สินค้ามีกำไรต่อหน่วยที่สูง

ทำให้สินค้าหรือบริการที่ใช้กลยุทธ์ Differentiation มักจะไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนการผลิต เนื่องจากได้ต้นทุนต่อหน่วยที่สูงมาทดแทน


นอกจากนี้ กลยุทธ์ Differentiation หรือ กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง ก็ไม่ได้จำกัดว่าจะขายสินค้าให้กับ Mass Market หรือ Niche Market อย่างใดอย่างหนึ่งแต่จะขึ้นอยู่กับสินค้านั้น และในบางกรณีอาจจะขายให้กับทั้ง 2 กลุ่ม โดยในระยะแรกขายให้กับลูกค้าเฉพาะทางก่อน เมื่อสินค้าเริ่มเก่าหรือไม่ได้รับความนิยมจึงเริ่มขายให้กับ Mass Market


วิธีสร้างความแตกต่าง (Differentiation)

มาดูกันว่าการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับสินค้าด้วย Differentiation หรือการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการทำได้ด้วยวิธีใดบ้างและในแต่ละวิธีสามารถทำอย่างไร

นวัตกรรม (Innovation)

เป็นพื้นฐานที่สุดของกลยุทธ์ Differentiation หรือ กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง นั่นก็คือการทำสิ่งที่ยังไม่มีใครทำ ซึ่งเป็นแนวคิดง่ายๆ (แต่ทำยาก) กรณีอาจเรียกว่า นวัตกรรม (Innovation) ก็ได้

ตัวอย่างเช่น กระดาษโพสอิทที่เป็นเพียงกระดาษที่มีกาวสำหรับแปะกับอะไรก็ได้

สินค้าทนทานกว่า (Durable)

อาจเป็นสินค้าที่ใช้หมดช้ากว่าหรือใช้ได้ทนทานกว่าสินค้ายี่ห้ออื่นไม่พังง่ายๆ

ตัวอย่างเช่น ปากกาลบคำผิดที่สามารถใช้ได้นานกว่า สบู่ก้อนที่ใช้ได้นานกว่า รองเท้าส้นสูงที่ส้นไม่หักง่าย


คุณภาพสูงกว่า (High Quality)

เป็นสินค้าที่คุณภาพสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่มีอยู่แล้วในตลาด (อาจจะแพงกว่าเล็กน้อย แต่ดีกว่า)

ตัวอย่างเช่น แผ่นฟิล์มถนอมอาหารแบบพิเศษที่ใช้พลาสติกที่ปลอดภัยต่อมะเร็งมากกว่า แต่แพงกว่าฟิล์มถนอมอาหารยี่ห้ออื่นเพียงแค่ 10-20 บาท

ภาพลักษณ์ที่ดี (Image)

เน้นขายภาพลักษณ์สินค้าที่ดูดีกว่าสินค้าเดียวกันของแบรนด์อื่น โดยส่วนมากจะเป็นสินค้า Luxury

ตัวอย่างเช่น รถหรู รถสปอร์ต นาฬิกาแบรนด์เนม สูทสั่งตัดพอดีตัว รองเท้าราคาแพง


 

About greedisgoods

สวัสดี! อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่าง

View all posts by greedisgoods →