Marine Insurance หรือ การประกันภัยทางทะเล คือ อะไร ?

การประกันภัยทางทะเล คือ อะไร Marine Insurance

ทำความรู้จักกับ Marine Insurance หรือ การประกันภัยทางทะเล คือ อะไร ? และสำคัญอย่างไรกับการขนส่งทางทะเล ?!


การประกันภัยทางทะเล หรือ Marine Insurance เป็นการประกันความเสียหายต่อเรือหรือต่อสินค้า ที่อยู่ระหว่างขนส่งในทะเล และขอบเขตการคุ้มครองยังต่อเนื่องไปถึงการขนส่งสินค้าทางอากาศและทางบกด้วย (ที่ต่อเนื่องกับการขนส่งทางทะเล)

การประกันภัยทางทะเล หรือ Marine Insurance จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การประกันภัยตัวเรือ (Hull Insurance) และ การประกันภัยสินค้า (Cargo Insurance)

การประกันภัยตัวเรือ (Hull Insurance) – ประกันความเสียหายต่อเรือจากอุบัติเหตุต่างๆ เช่น ลมพายุ, เรือเกยตื้น, เรือชนกัน, หรือชนหินโสโครก เป็นต้น และรวมถึงการประกันค่าระวางด้วย

การประกันภัยสินค้า (Cargo Insurance) – คุ้มครองสินค้าที่เอาประกันภัยซึ่งอยู่ในระหว่างการขนส่งทางทะเล ภัยที่ได้รับการคุ้มครองขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ผู้เอาประกันภัยเลือกซื้อ ความคุ้มครองไว้


โดยการประกันภัยทางทะเล หรือ Marine Insurance มีเงื่อนไข คือ ผู้ที่จะเอาประกันภัยได้ต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย ในเหตุที่จะเอาประกันภัย เช่น เป็นเจ้าของเรือ, เป็นเจ้าของสินค้า, หรือเป็นผู้รับขนส่ง เป็นต้น

นอกจากนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของสินค้าขณะเกิดความเสียหาย จึงจะมีสิทธิเรียกร้องบริษัทเพื่อรับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ภัยที่ประกันคุ้มครอง

  1. ภัยทางทะเล (Peril of the sea) ตัวอย่างเช่น ภัยจากพายุ, มรสุม, เรือจม, เรือชนกัน และ เรือเกยตื้น
  2. อัคคีภัย (Fire) คือ ภัยที่เกิดขึ้นจากไฟไหม้ แต่ต้องไม่ใช่เกิดจากความประพฤติผิดของผู้เอาประกัน (จุดเอง) หรือเกิดจากการลุกไหม้เองจากธรรมชาติ
  3. การทิ้งทะเล (Jettisons) คือ การเอาของบางอย่างทิ้งทะเลเพื่อให้เรือเบาลง เช่น ขณะเรือกำลังจะจมจำเป็นต้องลดน้ำหนักเรือโดยการโยนของทิ้ง
  4. โจรกรรม (Thieves) หรือ โดนปล้น
  5. การกระทำโดยทุจริตของคนเรือ (Barratry) เช่นเจตนากลั่นแกล้งทุจริต เจตนาทำให้เกิดความเสียหาย

เงื่อนไขและขอบเขตความคุ้มครอง

ในไทยจะยึดตามเงื่อนไขความคุ้มครองที่ใช้ในอังกฤษ โดยจะมีเงื่อนไขความคุ้มครอง 3 ชุด ที่เป็นที่นิยม (ทางทะเล) ซึ่งขอบเขตความคุ้มครองของ การประกันภัยทางทะเล ก็จะลดหลั่นลงไปตามเกรด (แบบประกันรถ) เงื่อนไขการคุ้มครองทั้ง 3 ชนิด มีดังนี้

Institute Cargo Clauses (A) หรือ ICC(A)
Institute Cargo Clauses (B) หรือ ICC(B) ICC(B)
Institute Cargo Clauses (C) หรือ ICC(C)

Institute Cargo Clauses (A) หรือ ICC(A) คือ จะคุ้มครองทุกอย่าง (All Risks) ที่ไม่ใช่ข้อยกเว้น (Exclusions)

Institute Cargo Clauses (B) หรือ ICC(B) โดย ICC(B) จะมีข้อยกเว้นระบุเพิ่มเติมจาก ICC(A) โดย ICC(B) แยกความคุ้มครองออกเป็น 3 ลักษณะ

1. ความสูญเสียหรือเสียหาย ซึ่งมีผลสืบเนื่องจากภัยที่ระบุไว้ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสาเหตุที่เป็นตัวการให้เกิดความเสียหาย ได้แก่

1.1 อัคคีภัย หรือ การระเบิด
1.2 เรือ หรือยวดยานประสบเหตุเกยตื้น เกยพื้น จม หรือพลิกคว่ำ
1.3 การคว่ำหรือตกรางของยานพาหนะทางบก
1.4 การชนหรือการโดนกันของเรือ ยวดยาน หรือ ยานพาหนะ กับวัตถุภายนอกใดๆก็ตามนอกเหนือจากกับน้ำ
1.5 การขนถ่ายสินค้าลงที่ท่าใช้หลบภัย
1.6 แผ่นดินไหว การระเบิดของภูเขาไฟ หรือฟ้าผ่า

2. ความสูญเสียหรือเสียหาย จะต้องมีสาเหตุโดยตรงจากภัยที่ระบุไว้ ได้แก่

2.1 การถูกสละไปอันถือได้ว่าเป็นการสูญเสียเพื่อส่วนรวม
2.2 การถูกทิ้งทะเล หรือ การถูกน้ำซัดตกจากเรือไป
2.3 การที่น้ำทะเล น้ำทะเลสาบ หรือน้ำในแม่น้ำเข้ามาในระวางเรือ หรือยวดยาน หรือเข้ามาในตู้ ลำเลียง, ตู้ยก หรือสถานที่เก็บวางสินค้า

3. ความสูญเสียโดยสิ้นเชิงของหีบห่อใด ซึ่งตกจากเรือหรือตกลงมาในขณะขนขึ้นหรือขนลงจากเรือ หรือยวดยาน

Institute Cargo Clauses (C) หรือ ICC(C) จะมีข้อยกเว้นเพิ่มเติมจาก ICC(B) แบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ลักษณะ

1. ความสูญเสียหรือเสียหาย ซึ่งมีผลสืบเนื่องจากภัยที่ระบุไว้ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสาเหตุที่เป็นตัวการให้เกิดความเสียหาย ได้แก่

1.1 อัคคีภัย หรือ การระเบิด
1.2 เรือ หรือยวดยานประสบเหตุเกยตื้น เกยพื้น จม หรือพลิกคว่ำ
1.3 การคว่ำ หรือตกรางของยานพาหนะทางบก
1.4 การชนหรือการโดนกันของเรือ ยวดยาน หรือยานพาหนะ กับวัตถุภายนอกใดๆ ก็ตาม นอกเหนือจากกับน้ำ

2. ความสูญเสียหรือเสียหาย จะต้องมีสาเหตุโดยตรงจากภัยที่ระบุไว้ ได้แก่

2.1 การถูกสละไปอันถือได้ว่าเป็นการสูญเสียเพื่อส่วนรวม (General Average Sacrifice)
2.2 การถูกทิ้งทะเล

Institute Cargo Clauses (AIR)

Institute Cargo Clauses (AIR) เป็นเงื่อนไขความคุ้มครองทางอากาศ มีเงื่อนไขเหมือน Institute Cargo Clauses (A) ระยะเวลาสิ้นสุดความคุ้มครอง คือ 30 วัน หลังจากที่สินค้าลงจากเครื่องบิน ที่สนามบินปลายทาง

โดยเงื่อนไขความคุ้มครองทางอากาศ จะมีแบบเดียว


ข้อยกเว้นที่ไม่คุ้มครอง (Exclusions)


ข้อยกเว้นที่ Marine Insurance หรือ การประกันภัยทางทะเล จะไม่คุ้มครอง

  1. การกระทำโดยจงใจของผู้เอาประกันภัย
  2. การรั่วไหล การขาดหายของปริมาณหรือน้ำหนัก ตามปกติของตัวสินค้า (ของบางอย่างที่ระเหยระหว่างขนส่ง)
  3. การบรรจุหีบห่อ หรือ การจัดเตรียมที่ไม่เพียงพอ หรือไม่เหมาะสม (เสียหายจากการบรรจุเอง)
  4. ข้อเสียในตัวเองของสิ่งที่ทำประกันภัย
  5. ความเสียหายจากกรณีเจ้าของเรือ กัปตันเรือ ลูกเรือ เกิดปัญหาทางการเงิน แล้วก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินค้า
  6. ความเสียหายจากการล่าช้าในการขนส่ง
  7. ความเสียหายจากการปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี จากสงครามและต่อเนื่องจากสงคราม
  8. ข้อยกเว้นเมื่อเกิดการก่อการร้าย
  9. ความเสียหายจากภัยสงคราม (War Exclusion Clause)
  10. ภัยนัดหยุดงาน (Strikes Exclusion Clause) พนักงานนัดกันหยุด ทำให้สินค้าเสียหาย

ระยะเวลาการประกัน

เริ่มตั้งแต่สินค้าออกจากโกดังหรือสถานที่เก็บสินค้าที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เริ่มเดินทางและต่อเนื่องตลอดการขนส่ง สิ้นสุดเมื่อ (แบ่งเป็น 2 กรณี)

  • ส่งถึงโกดังผู้รับสินค้า โกดังปลายทาง หรือสถานที่เก็บสินค้าปลายทางที่ระบุไว้
  • ส่งถึงโกดังหรือสถานที่เก็บสินค้าอื่น ณ ปลายทางที่ระบุไว้ ที่ผู้เอาประกันเลือกใช้เป็นที่เก็บสินค้านอกเหนือเส้นทางขนส่งปกติ หรือ ใช้แจกจ่ายสินค้า

เอกสารที่ใช้ออกกรมธรรม์

กรณี Export

  1. Invoice
  2. Bill of Ladding หรือ Master Airway Bill
  3. Packing List
  4. Letter of Credit (ถ้ามี L/C เข้ามาเกี่ยวข้องในการส่งออก)

กรณีนำเข้า Import

  1. Performa Invoice หรือ Invoice
  2. Bill of Ladding หรือ Master Airway Bill
  3. Packing List

 

About greedisgoods

สวัสดี! อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่าง

View all posts by greedisgoods →