Home Economics ทุนสำรองระหว่างประเทศ คือ อะไร? มีไว้ทำไม

ทุนสำรองระหว่างประเทศ คือ อะไร? มีไว้ทำไม

by greedisgoods
ทุนสำรองระหว่างประเทศ คือ International Reserves ทุนสำรองระหว่างประเทศไทย เงินสำรองระหว่างประเทศ

International Reserve หรือ ทุนสำรองระหว่างประเทศ คือ อะไร? มาทำความเข้าใจกับที่มาของ ทุนสำรองระหว่างประเทศ หรือ เงินสำรองระหว่างประเทศ ว่ามาจากไหน สำคัญอย่างไร และประกอบด้วยอะไรบ้าง

ทุนสำรองระหว่างประเทศ คือ สินทรัพย์ต่างประเทศที่ธนาคารกลาง (Central Bank) ของแต่ละประเทศถือครองและเป็นผู้จัดการ และสำหรับประเทศไทยหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดการ ทุนสำรองระหว่างประเทศ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand) เพื่อนำเงินทุนเหล่านั้นมาใช้ตาม หน้าที่ของทุนสำรองระหว่างประเทศ

โดยทั่วไปหน้าที่ของ ทุนสำรองระหว่างประเทศ คือ การนำมาใช้ชดเชยการขาดดุลการชำระเงิน และใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น การนำมาใช้ตรึงค่าเงินแบบปี 2540 และการนำมาใช้ค้ำประกันเวลาพิมพ์พันธบัตรรัฐบาล

นอกจากนี้ อีกหน้าที่ของทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserve) ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการนำเงินมาใช้โดยตรงแต่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศและสกุลเงินของประเทศนั้นว่ามีความมั่นคงจากการเกินดุล

สรุปแบบรวบรัด ทุนสำรองระหวางประเทศ คือ ทุนสำรองที่มีมากกว่าเงินที่ธนาคารกลาง (Central Bank) สำรองไว้ใช้เมื่อต้องการจะใช้จัดการเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน เหมือนกับการที่เราเก็บเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับเรื่องฉุกเฉินหรือทำอะไรก็ตามเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน และใช้ในสร้างความน่าเชื่อถือ (แสดงออกว่ามั่นคง)

ทุนสำรองระหว่างประเทศ ประกอบด้วย อะไรบ้าง

ทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserve) คือ สินทรัพย์ที่ธนาคารกลางถือครอง แต่อย่างไรก็ตามเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่ได้มีแค่เงินเท่านั้น โดยทั่วไปทุนสำรองจะประกอบด้วยสินทรัพย์ 4 ประเภท คือ

  1. ทองคำ (Gold)
  2. เงินสกุลต่างประเทศ (Foreign Exchange)
  3. สิทธิพิเศษถอนเงิน (Special Drawing Rights – SDR)
  4. สินทรัพย์ส่งสมทบกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

สำหรับสกุลเงินต่างประเทศที่ใช้เป็น ทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserve) คือ เงินสกุลของประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและได้รับการยอมรับ ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ (USD), ยูโร (EUR), ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) และ เยน (JPY)

นอกจากนี้ ธนาคารกลาง (Central Bank) ยังมีการนำเงิน ทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserve) ส่วนหนึ่งไปซื้อสินทรัพย์บางอย่างเพื่อลงทุนให้เงินที่ถือไว้งอกเงย (แต่เป็นเงินแค่บางส่วน) แทนที่จะถือเงินไว้เฉยๆ อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น การที่ธนาคารกลางนำเงินบางส่วนไปลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลของต่างประเทศ และการนำไปลงทุนซื้อหุ้น


ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย

สำหรับข้อมูล ทุนสำรองระหว่างประเทศไทย ในปัจจุบันสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT.or.th) ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserve) ของประเทศไทย

โดยข้อมูล ณ สิ้นปี 2561 ประเทศไทยมีสัดส่วนการถือครอองสินทรัพย์ที่อยู่ใน ทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserve) รวมทั้งสิ้น 205.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสัดส่วนในแต่ละสินทรัพย์ มีดังนี้

  • เงินตราต่างประเทศและสินทรัพย์ (เงินฝาก ตราสารหนี้ และพันธบัตร) – 197 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 95.8%)
  • ทองคำ (Gold) – 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 3.1%)
  • เงินสำรองระหว่างประเทศ ที่ IMF – 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 1.1%)

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับธนาคารกลาง (Central Bank) และหน้าที่ของธนาคารกลางแบบละเอียดได้ที่บทความ ธนาคารกลาง คืออะไร? และหน้าที่ของธนาคารกลาง


ทุนสำรองระหว่างประเทศ มาจากไหน

International Reserve หรือ ทุนสำรองระหว่างประเทศ คือ ทุนที่จะมาจากเงินที่ต่างชาตินำเข้ามาลงทุนในประเทศไทย (Fund Flow จากต่างชาติ) หรือจากการที่ต่างชาติซื้อสินค้าของไทย

พูดให้ง่ายกว่านั้น ทุนสำรองระหว่างประเทศ คือ เงินได้มาจากการที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน การที่ไทยการส่งออกสินค้า และการที่มีต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย

จากทั้ง 3 กรณีชาวต่างชาติจำเป็นที่จะต้องแลกเงินจากเงินต่างชาติเป็นเงินบาทก่อนเพื่อนำไปใช้ซื้อสินค้าหรือลงทุนต่อไป ทำให้ไทยได้เงินสกุลต่างชาติมาเก็บไว้ ส่วนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนหรือมาเที่ยวก็จะได้เงินบาทที่แลกไปใช้

กรณีที่ต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนก็จะแสดงอยู่ในส่วนของ ดุลบัญชีทุน (Capital Account)

ส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นจากการส่งออกจะแสดงอยู่ในส่วนของ ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account)

นอกจากนี้ อีกส่วนหนึ่งที่เป็นที่มาของ ทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserve) คือ ผลตอบแทนจากการที่ธนาคารกลางได้นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามที่ได้อธิบายเอาไว้เมื่อตอนต้น


ทำไมไม่ใช้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ทุกครั้งที่ไทยเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเงินไม่ว่าปัญหาเล็กหรือปัญหาใหญ่ เราจะได้เห็นความเห็นในลักษณะที่ว่า “ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเยอะแยะ ทำไมไม่เอาเงินมาช่วยประชาชน ทำไมไม่เอาเงินมาลงทุน” จากทั้งคนทั่วไปและคนที่เรียกตัวเองว่านักวิชาการ คำตอบคือ ทำไม่ได้

ถึงแม้ว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) คือการที่เงินออมของประเทศมีมากกว่าเงินลงทุน แต่ปัญหาอยู่ที่ เงินสํารองระหว่างประเทศ ที่มาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ใช่เงินออมที่สามารถนำมาใช้จ่ายได้โดยไม่สร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจเศรษฐกิจของประเทศ

มาดูกันว่าทำไม? สมมติว่าประเทศไทยไม่มีการนำเข้า และมีการส่งออกมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หมายความประเทศไทยเกินดุล 100 ล้านดอลลาร์ แต่ผู้ส่งออกต้องการเงินบาทเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินกิจการต่อไป ดังนั้นผู้ส่งออกก็จะนำเงินที่ได้มาแลกเป็นเงินบาทได้ไป 3 พันล้านบาทกับธนาคารพาณิชย์ (สมมติว่าอัตราแลกเปลี่ยน 30 บาท ต่อดอลลาร์)

เมื่อแบงก์ชาติซื้อเงินดอลลาร์ก้อนนี้จากธนาคารพาณิชย์ ทุนสํารองระหว่างประเทศ ก็จะเพิ่มขึ้น 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ได้แปลว่าธนาคารกลางมีเงินมากขึ้นหรือมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น เพราะธนาคารกลางเองก็ต้องนําเงิน 3 พันล้านบาทไปแลก

มาถึงตรงนี้ยังจำกันได้ใช่ไหมครับว่า ตอนแรกประเทศไทยเกินดุล 100 ล้านดอลลาร์จากการส่งออก

แต่เงิน 100 ล้านดอลลาร์ที่เกินมาก็ไม่ได้หายไปไหน เพราะตอนนี้เงิน 100 ล้านดอลลาร์ไปอยู่ในมือผู้ส่งออก แต่อยู่ในรูปของเงินบาท 3 พันล้านบาท เมื่อผู้ส่งออกได้เงินมาแน่นอนว่าต้องนำไปใช้ ซึ่งตรงนี้เองคือจุดที่เงิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ถูกแลกเป็นเงิน 3 พันล้านบาทได้เข้ามาหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยเรียบร้อยแล้ว

จากที่อธิบายมาทั้งหมด จะเห็นว่าถ้าหากเราดึงเงินสำรอง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐก้อนนั้นมาใช้ โดยไม่หาเงินมาแลก ก็จะเท่ากับว่ามีเงินงอกเข้ามาในระบบแบบงงๆ อีก 100 ล้านดอลลาร์ฯ

การที่มีเงินเพิ่มเข้ามาในระบบขึ้นมาเฉยๆ ก็จะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) จากจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล อีกทั้งยังทำให้ความน่าเชื่อถือในสกุลเงินบาทจากมุมมองของต่างชาติลดลง โดยจะถูกมองว่าเป็นเงินที่พิมพ์ขึ้นมาตามใจ

อธิบายแบบคนที่รู้จัก มาตรการ QE ก็คือ ถ้าหากเราดึงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้ในการลงทุนของรัฐบาล ก็ไม่ต่างอะไรจากการที่ประเทศไทยทำ QE ซึ่งผลที่ตามมาก็อย่างที่ทุกคนเข้าใจเนื่องจากไทยไม่ใช่อเมริกา

บทความที่เกี่ยวข้อง