พันธบัตร คือ อะไร ? และความเสี่ยงจากการลงทุนในพันธบัตร

พันธบัตร คือ Bond ผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาล

การลงทุนใน Bond หรือ พันธบัตร คือ อะไร ? มาดูกันว่า พันธบัตร ให้ผลตอบแทนอย่างไร และมีอะไรน่าสนใจ


พันธบัตร คือ ตราสารหนี้ ชนิดหนึ่งที่ออกโดยรัฐบาล เอกชน หรือ รัฐวิสาหกิจ เป็นตราสารที่แสดงความเป็นเจ้าหนี้กับลูกหนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนสัญญาระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้

พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาล เรียกว่า พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)
พันธบัตรที่ออกโดยภาคเอกชน เรียกว่า หุ้นกู้ (Corporate Bond)

สำหรับการลงทุนใน พันธบัตร (Bond) ก็คือ การที่ผู้ลงทุนนำเงินไปให้บริษัทหรือรัฐบาลกู้ยืม (ซื้อพันธบัตร) โดยผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนเป็น ดอกเบี้ย (Interest) ตามที่กำหนดไว้ในพันธบัตร

ส่วนความเสี่ยงของการลงทุนในพันธบัตรก็คือการผิดนัดชำระหนี้ เหมือนกับการกู้ยืมเงินทั่วไป แต่การที่รัฐบาลจะผิดนัดชำระหนี้ก็มีโอกาสน้อยมากเช่นกัน


นอกจากนี้ การลงทุนในพันธบัตรยังมีอีกสิ่งที่ควรระวังคือสภาพคล่องผู้ลงทุนเอง เนื่องจากระยะเวลาของพันธบัตรค่อนข้างนาน (ปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3 5 หรือ 10 ปี) ทำให้นักลงทุนเสียโอกาสในการนำเงินไปใช้จ่ายหรือลงทุนกับสินทรัพย์อื่น


ซื้อพันธบัตร จากไหน ?

พันธบัตรรัฐบาล มี 2 ตลาดคล้ายๆ กับตลาดของหุ้นคือ ตลาดแรก (Primary Market) และ ตลาดรอง (Secondary Market)

ตลาดแรก (Primary Market) คือ ตลาดที่เป็นตลาดสำหรับซื้อขายพันธบัตรออกใหม่ แต่พันธบัตรที่ขายในตลาดแรกจะเสนอขายให้แต่กับนักลงทุนบางประเภทเท่านั้น ซึ่งโดยมากเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่มีพอร์ตการลงทุนระดับหลายล้าน

ตลาดรอง (Secondary Market) คือ ตลาดกลางสำหรับการซื้อและขายพันธบัตรที่ก่อนหน้านี้ได้ถูกซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว โดยตลาดรองจะมี สถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ และนายหน้าค้าหลักทรัพย์ เป็นตัวกลางการซื้อขายพันธบัตร


ซื้อพันธบัตร ได้จากไหน ? คำตอบก็จะขึ้นอยู่กับว่าพอร์ตของคุณใหญ่ขนาดไหน

ถ้าพอร์ตคุณใหญ่คุณต้องการซื้อเป็นมูลค่าที่สูงและตรงตามเงื่อนไขคุณก็จะสามารถซื้อที่ตลาดแรกได้ แต่ถ้าคุณเป็นรายย่อยก็จะต้องซื้อจากตลาดรองนั่นเอง


ซื้อพันธบัตร ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ?

โดยทั่วไปสิ่งที่ต้องพิจารณาในการซื้อพันธบัตร ก็จะเหมือนกับการเลือกซื้อตราสารหนี้ทั่วไป ได้แก่เงื่อนไขเหล่านี้

  1. ระยะเวลาของพันธบัตร (ให้กู้นานแค่ไหน)
  2. อัตราดอกเบี้ย (ผลตอบแทนเท่าไหร่)
  3. ช่วงเวลาในการจ่ายดอกเบี้ย (จ่ายดอกเบี้ยทุกกี่เดือน)
  4. ระดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating (โอกาสผิดนัดชำระหนี้สูงหรือไม่)

หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆคือพิจารณาว่า ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ และ โอกาสโดนเบี้ยวหนี้มากพอหรือไม่ (และสมเหตุสมผลกับผลตอบแทนไหม)


 

About greedisgoods

สวัสดี! อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่าง

View all posts by greedisgoods →