ระดับกลยุทธ์ (การจัดการเชิงกลยุทธ์)

ระดับกลยุทธ์ Strategic Planning

มาดูกันว่า ระดับกลยุทธ์ ทั้ง 3 ระดับ ตามหลักการจัดการเชิงกลยุทธ์ ประกอบด้วยอะไรบ้าง ? และ ระดับของกลยุทธ์ แต่ละระดับคืออะไร ?


Strategy Level หรือ ระดับกลยุทธ์ ตามหลัก การจัดการเชิงกลยุทธ์ จะแบ่งกลยุทธ์ออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย:

กลยุทธ์ระดับบริษัท (Corporate Strategy)
กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy)
กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategy)

โดยกลยุทธ์ทั้ง 3 ระดับ จะมีความสำคัญและวิธีดำเนินกลยุทธ์ที่แตกต่างกันออกไปตามระดับ


กลยุทธ์ระดับบริษัท หรือ Corporate Strategy

กลยุทธ์ระดับบริษัท คือ การกำหนดกลยุทธ์ในภาพกว้างๆ เป็นแนวทางในการดำเนินงานของบริษัท เช่น จะลงทุนเพิ่มจะลดธุรกิจบางส่วนอย่างไร จะดำเนินงานในระยะยาวอย่างไร


กลยุทธ์ระดับบริษัท (Corporate Strategy)

Growth Strategy กลยุทธ์แบบเน้นการเติบโต เป็นการดำเนินธุรกิจให้ธุรกิจเติบโตด้วยวิธีต่างๆ เช่น การหาตลาดใหม่ การควบกิจการ การเข้าซื้อกิจการอื่น ขยายกิจการจากรายได้ของกิจการ

Stability Strategy – กลยุทธ์แบบคงที่ ไม่ขยายกิจการแบบ Growth Strategy เป็นการดำเนินธุรกิจในตลาดที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงหรืออิ่มตัวแล้ว ลงทุนเพิ่มไปก็ไม่ได้อะไร

Retrenchment Strategy กลยุทธ์แบบหดตัว ลดระดับการดำเนินงาน มักจะพบในบริษัทที่เริ่มมองเห็นทิศทางของตลาดที่หดตัวลง สำหรับในปี 2017 ก็คงหนีไม่พ้น FinTech ที่ธนาคารต่างๆหันมาใช้เทคโนโลยีแทนมากขึ้น ทำให้ทยอยปิดสาขาและปลดพนักงานออกเรื่อยๆ


กลยุทธ์ระดับธุรกิจ หรือ Business Strategy

กลยุทธ์ระดับธุรกิจ คือ กลยุทธ์ในการแข่งขันของบริษัท เป็นการวางกลยุทธ์ว่าบริษัทจะแข่งขันด้วยวิธีไหน และทำให้เห็นด้วยว่าคู่แข่งทางธุรกิจของบริษัทคือใคร 

นอกจากนี้กลยุทธ์ระดับธุรกิจยังสามารถนำไปใช้วางแผนการตลาดและผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย

กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy) ที่นิยมใช้

กลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้านต้นทุน (Cost Leadership) สามารถผลิตสินค้าเดียวกันได้ในต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกกว่าเจ้าอื่น ทำให้ได้กำไรต่อหน่วยมากขึ้น หรือ สามารถขายได้ในราคาที่ถูกลงเพื่อตัดราคา

กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation) มีสินค้าหรือบริการที่แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นเป็นตัวดึงดูด

กลยุทธ์การตอบสนองอย่างรวดเร็ว (Quick Response) เน้นการปรับตัวในด้านต่างๆ เพื่อให้บริษัทสามารถตอบสนองลูกค้าได้ตามความต้องการ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ ที่แข่งกันเร็ว แข่งกันตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีรุ่นใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ Focus ที่เป็นการเน้นจับลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ (แต่ลูกค้ากลุ่มอื่นที่เราไม่ได้ Focus ก็สามารถใช้สินค้านั้นได้เหมือนกัน) เป็นกลยุทธ์ที่ต่อยอดมาจากกลยุทธ์ Cost Leadership และ Differentiation

Focus Differentiation คือ กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง ในขณะที่จับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น ร้านหนังสือที่สามารถมานั่งแช่ได้ทั้งวันจับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา (ในขณะที่คนที่ไม่ใช่นักเรียนนักศึกษาก็มานั่งได้)

Cost Focus คือ กลยุทธ์ที่เน้นเรื่องต้นทุน ในขณะที่จับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องดื่มชูกำลังต้นทุนต่ำยี่ห้อหนึ่งจับกลุ่มแรงงาน (ซึ่งลูกค้ากลุ่มอื่นอย่างนักศึกษาที่อ่านหนังสือดึกดื่น ก็ซื้อไปกินได้เช่นกัน)


กลยุทธ์ระดับหน้าที่ หรือ Functional Strategy

กลยุทธ์ระดับหน้าที่ คือ การกำหนดกลยุทธ์ในแต่ละหน้าที่ของธุรกิจนั้นๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งกลยุทธ์ระดับหน้าที่ในแต่ละหน้าที่จะมีหน้าที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละหน้าที่

กลยุทธ์ระดับหน้าที่ ให้นึกถึงแผนกต่างๆในบริษัท
เป็น ระดับกลยุทธ์ ที่เป็นส่วนย่อยที่สุดของบริษัท

ตัวอย่าง กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategy)

การตลาด (Marketing) จะใช้กลยุทธ์การตลาดต่างๆ เพื่อศึกษาและตอบสนองความต้องการของลูกค้า

การผลิต (Production) มีหน้าที่ผลิตสินค้าให้ได้ผลผลิตสูงสุด และเกิดผลเสียน้อยที่สุด

การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) คอยคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า


การจัดซื้อ (Purchasing) คัดเลือกผู้ขายวัตถุดิบตามความต้องการ รวมถึงเจรจาต่อรองให้ได้ราคาที่เหมาะสม

การเงิน (Financial) หาแหล่งเงินทุน และใช้กลยุทธ์ทางการเงินต่างๆทำให้บริษัทสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น ต่อเนื่อง

จะเห็นว่ากลยุทธ์ระดับหน้าที่หรือ Functional Strategy ก็คือแต่ละส่วนตามแนวคิด Value Chain ของ Michael E. Porter นั่นเอง


 

About greedisgoods

สวัสดี! อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่าง

View all posts by greedisgoods →