Home Economics วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 คือที่สิ่งมากับ วิกฤตโควิด หรือไม่?

วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 คือที่สิ่งมากับ วิกฤตโควิด หรือไม่?

by greedisgoods
วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 คือ วิกฤตโควิด 19 คือ วิกฤต เศรษฐกิจ 2020 หนี้ COVID 19

วิกฤตโควิด 19 ที่รุนแรงขึ้นทำให้หลายคนกังวลว่า วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา บทความนี้จะอธิบายว่าทำไม วิกฤตโควิด 19 คือ สิ่งที่สามารถเป็นจุดเริ่มต้น วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 ได้?

วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 คือ วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่หลายคนกลัวว่าจะเกิดขึ้นตามมาจากการปิดเมืองเพื่อรับมือ วิกฤตโควิด 19 ที่กินระยะเวลานานเกินไป เพราะการปิดเมืองแลกมาด้วยการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักเนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้

แต่การปิดเมืองเพื่อรับมือสถานการณ์ วิกฤตโควิด คือ สิ่งที่ยังจำเป็นจะต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพื่อหยุดตัวเลขผู้ติดเชื้อให้เพิ่มขึ้นน้อยที่สุด ซึ่งสิ่งนี้เองที่อาจเปลี่ยนให้ วิกฤตโควิด 19 กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ในปี 2020 หรือ 2021

เพราะการปิดเมือง (Lock Down) เพื่อควบคุม วิกฤตโควิด 19 คือ สิ่งที่ส่งผลให้ไม่มีความต้องการซื้อเกิดขึ้น ไม่มีการท่องเที่ยว ไม่มีการบริการ หรือในอีกความหมายคือธุรกิจไม่สามารถขายสินค้าได้และไม่อยากลงทุน โดยผลที่อาจตามมาคือปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจที่อาจนำไปสู่ปัญหาการการจ้างงานที่ลดลง เมื่อไม่มีการจ้างงานก็จะส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงตาม

จุดสำคัญที่อาจทำให้ วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 เกิดขึ้นได้ (และทำให้หลายคนกังวลว่าจะเกิด) คือประเด็นที่วิกฤติโควิด 19 มีแนวโน้มอย่างมากที่จะลากยาวและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ไวรัส COVID-19 แพร่ระบาดได้ง่ายและแสดงอาการช้า ทำให้โอกาสที่จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นไปได้ง่าย และเมื่อสถานการณ์ไม่สงบลงง่ายๆ ก็ยิ่งทำให้การปิดเมืองกินเวลานานขึ้น

ออกตัวก่อนว่า: เราเองก็ไม่รู้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 จะเกิดขึ้นหรือไม่ บทความนี้จะอธิบายในกรณีที่อยู่บนพื้นฐานที่ว่าถ้าหาก วิกฤตโควิด 19 จะเป็นจุดเริ่มต้นของ วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 จะเกิดขึ้นในลักษณะแบบไหน

วิกฤตโควิด 19 กลายเป็น วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 ได้ยังไง

วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาเมื่อเศรษฐกิจหยุดชะงักนานเกินไปจากวิกฤติโควิด 19 ซึ่งคำว่านานในที่นี้คือนานเกินกว่าเงินทุนหมุนเวียนที่ธุรกิจเหลืออยู่จะไม่พอและทำให้ธุรกิจจำนวนมากล้มลง

เพราะในขณะที่ธุรกิจไม่มีรายได้เกิดขึ้นหรือรายได้ลดลงอย่างมาก ต้นทุนคงที่ หนี้สิน และดอกเบี้ย ยังเป็นสิ่งที่ไม่ได้หายไปไหนและยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายเหมือนเดิมเมื่อถึงเวลา

เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจกลไกที่นำไปสู่ วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 เราจะเรียงลำดับ (แบบบง่ายๆ) ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจและเศรษฐกิจระหว่างการปิดเมือง (Lock Down) โดยสิ่งที่เกิดขึ้นจะเกี่ยวข้องกันเป็นลำดับดังนี้

  1. ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คนไม่ใช้เงิน ธุรกิจขายสินค้าไม่ได้ แต่หนี้และต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกเดือนยังอยู่
  2. ในช่วง 2-3 เดือนแรกบริษัทอาจจะยังพอทนภาวะขาดสภาพคล่องไหว (ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินและลักษณะธุรกิจ)
  3. แต่เมื่อไหร่ที่รู้สึกเริ่มทนไม่ไหวก็จะเริ่มลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดโอที ลดวันทำงาน สั่งให้พนักงานหยุดโดยไม่จ่ายชดเชยหรือจ่ายครึ่งเดียว และปลดตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็น
  4. จากข้อ 3 สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือ “คนทั่วไป” จะมีรายได้ลดลงหรือไม่มีรายได้
  5. เมื่อรายได้ลดลง คนก็จะยิ่งไม่อยากใช้เงิน หรือ ไม่มีเงินให้ใช้ยิ่งกว่าเดิม
  6. จากข้อ 5 ก็จะยิ่งทำให้ข้อ 1 ที่บอกว่าธุรกิจขายสินค้าไม่ได้ยิ่งขายได้ยากขึ้นไปอีก (เพราะไม่มีเงินซื้อ)
  7. หลังจากนั้นข้อ 2 ถึงข้อ 6 ก็จะรุนแรงขึ้นแบบทวีคูณวนซ้ำไปเรื่อยๆ มาถึงตรงนี้บริษัทที่ไม่ไหวก็จะจ่ายหนี้ไม่ไหวและล้มละลายหรือเลิกกิจการในที่สุด (ซึ่งก็จะทำให้มีคนว่างงานเพิ่มอีก)

เมื่อธุรกิจล้มละลายและผิดนัดชำระหนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบลำดับถัดมาคือสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้จากการที่หนี้ก้อนดังกล่าวจะกลายเป็น 0 (หรือได้คืนไม่ครบ) หรือที่เรียกกันว่าหนี้เสีย (NPL)

และอย่างที่หลายคนน่าจะเริ่มเดาออก โอกาสเกิด วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 จะมากขึ้นเมื่อปัญหาวิกฤตโควิดรุนแรงขึ้นและไม่จบในระยะสั้น ประมาณ 3 เดือนถึง 1 ปี เพราะยิ่งผ่านไปนานบริษัทก็จะยิ่งทนไม่ไหวเนื่องจากขาดเงินทุนหมุนเวียนจากการที่ไม่มีรายได้


เมื่อถึงจุดที่บริษัทจำนวนมากทนไม่ไหว บริษัทก็จะเริ่มล้มพร้อมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจุดนี้จะทำให้หนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด และเมื่อไหร่ก็ตามที่หนี้เสียพุ่งขึ้นจนสถาบันการเงินรับไม่ไหว ในที่สุดสถาบันการเงินก็จะล้มลงในที่สุด

เมื่อสถาบันการเงินล้มสิ่งที่ตามมาคือเงินฝากก็จะหายไปในพริบตา ตรงนี้ก็จะยิ่งทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคยิ่งลดลงเข้าไปอีก (ถ้าโชคดีก็จะได้คืนเท่าที่กฎหมายคุ้มครองประมาณ 1 ล้านบาท) อีกทั้งยังทำให้คนมองว่าสถานการณ์เลวร้ายมากขึ้นจนไม่อยากใช้เงินมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ธนาคารแรกล้มยังส่งผลให้คนทั่วไปเริ่มหวาดระแวงมากขึ้นจนรีบไปถอนเงินจากธนาคารคารเพราะกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่การแห่ไปถอนเงินในช่วงที่ขาดสภาพคล่องคือสิ่งที่ยิ่งทำให้ปัญหาสภาพคล่องรุนแรงยิ่งกว่าเดิมจนอาจทำให้ธนาคารล้มตามมาอีกก็ได้

เมื่อกำลังซื้อของคนทั่วไปแย่ลงในระดับหนึ่งจนทำให้คนไม่อยาก/ไม่สามารถซื้อสินค้าได้ (ตามที่อธิบาย) จะทำให้ระดับราคาของสินค้าจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ ตาม Law of Demand หรือที่เราเรียกสถานการณ์แบบนี้ว่าภาวะเงินฝืด (Deflation) ซึ่งระดับราคาสินค้าที่ลดลงและความไม่อยากซื้อนี้เองคือสิ่งที่จะยิ่งซ้ำเติมภาคธุรกิจแบบวนลูปไปซักพักจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว


หนี้มีอยู่มากขนาดไหน

มาถึงตรงนี้หลายคนน่าจะเริ่มจับทางได้แล้วว่า วิกฤตโควิด เป็นเพียงตัวกระตุ้นปัญหา “หนี้มหาศาล” ที่เรื้อรังมาตั้งแต่ช่วงหลัง Subprime 2008 ให้กลายเป็นหนี้สูญ ซึ่งหนี้เป็นสาเหตุที่แท้จริงที่จะนำไปสู่ วิกฤตเศรษฐกิจ 2020

ในปัจจุบันประเทศที่มีหนี้สูงที่สุดคือสหรัฐอเมริกาที่ในปัจจุบันมีหนี้อยู่ประมาณ 23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 109% ของ GDP สหรัฐอเมริกา (มากกว่าช่วง Subprime Crisis สองเท่า) เรียกได้ว่าเป็นปริมาณหนี้ที่คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าจะใช้ยังไงให้หมด

ตรงคือเหตุผลที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) พยายามงัดนโยบายการเงินระยะสั้นออกมาประคองเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรั้งไม่ให้หนี้มหาศาลจำนวนนี้เกิดปัญหาขึ้นมา

เพราะถ้าหากล้มลงมาจะยิ่งทำให้ วิกฤตโควิด 19 ที่กำลังระบาดแย่ยิ่งขึ้นไปอีกจากการมี วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 ที่เกิดจากหนี้มาเป็นอาการแทรกซ้อน

วิกฤตโควิด 19 คือ วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 หนี้ สหรัฐ อเมริกา gdp
ปริมาณหนี้สาธารณะของสหรัฐจนถึงเดือนมีนาคม 2563

และสำหรับหนี้ครัวเรือนของสหรัฐอเมริกาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 75% ของ GDP สหรัฐฯ ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงเช่นกัน

นอกจากนี้ ถ้าหากสหรัฐฯ มีปัญหาหนี้อย่างที่อธิบายในตอนต้น แล้วเกิดล้มในเวลานี้ เรื่องจะไม่จบแค่ในสหรัฐอเมริกา เพราะตอนนี้ทั่วโลกต่างถือเงินดอลลาร์ การที่เกิดวิกฤตจนเงินสหรัฐฯ ด้อยค่าลงหมายความว่ากำลังซื้อของคนทั่วโลกและธนาคารกลางทั่วโลกก็จะลดลงจากเงินดอลลาร์ที่ถือ


จากที่อธิบายมาทั้งหมด ถ้าหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า Fed กลัวหนี้ก้อนนี้ทำเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล้มขนาดไหน ก็ต้องบอกว่าสิ่งที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำตลอดเดือนมีนาคมเป็นสิ่งที่ปกติเราต้องใช้เวลาเป็นปีหรือหลายปีกว่าเราจะได้เห็นมาตรการทั้งหมดถูกนำมาใช้จนครบ

ปัญหาหนี้ของไทย

สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทยไม่ได้เยอะขนาดสหรัฐฯ โดยปัจจุบันอยู่ที่ 7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 41% ของ GDP (ข้อมูลอัพเดท ก.พ. 63) ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่ได้สูงเหมือนกับสหรัฐฯ

แต่ปัญหาหนี้ของไทยที่น่ากลัวคือปัจจุบันไทยมีหนี้ครัวเรือนมีอยู่ประมาณ 80% ของ GDP (ประมาณ 13 ล้านล้านบาทในไตรมาสที่ 4 ของปี 2562) และส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภคบริโภค รองลงมาเป็นหนี้ผ่อนบ้านและผ่อนคอนโดเพื่อการอยู่อาศัยและการเก็งกำไร

การที่หนี้ส่วนใหญ่เพื่อการอุปโภคบริโภคไม่ใช่หนี้เพื่อการลงทุน (ลงทุนจริงๆ ไม่ใช่การเก็งกำไร) หมายความว่าคนที่ก่อหนี้ไม่ได้มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจากการก่อหนี้ดังกล่าว และเมื่อผู้ก่อหนี้ขาดสภาพคล่องสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็จะไม่ต่างจากกรณีของบริษัทตามที่อธิบายด้านบน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับประเทศไทยหรือประเทศอเมริกา แต่เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลกที่ไม่สามารถจบปัญหา COVID-19 ได้ในระยะเวลาสั้นๆ

และจะเกิดในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ต่างกันแค่สัดส่วนหนี้ในแต่ละประเทศที่จะทำให้ความรุนแรงต่างกัน) ซึ่งถ้าหาก วิกฤตโควิด 19 ลามไปเป็น วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 ก็จะกลายเป็นครั้งแรกที่วิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมกันและรับผลแบบเดียวกันทั่วโลก

ดังนั้นถ้าหากว่า วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 ที่น่าจะชื่อว่า วิกฤตโควิด 19 (หรือ COVID-19 Crisis) เกิดขึ้นจากปัญหาหนี้จริง แน่นอนว่าจะรุนแรงมากกว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 และ Subprime Crisis เมื่อปี 2008 แบบไม่ต้องสงสัยจากจำนวนหนี้มหาศาลที่แต่ละประเทศมีอยู่

วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 คือ วิกฤตโควิด 19 หนี้ วิกฤต เศรษฐกิจ 2020 COVID-19 โคโรน่า

ถึงแม้ว่า วิกฤติเศรษฐกิจ 2020 (ที่อาจเกิดขึ้น) จะมีต้นเหตุที่แตกต่างจากวิกฤตในอดีตไม่ว่าจะเป็นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Subprime Crisis) หรือวิกฤตต้มยำกุ้งของไทยเมื่อปี 2540 แต่สุดท้ายจุดร่วมที่เหมือนกันคือปัญหาจากหนี้ เพียงแต่ในครั้งนี้สิ่งที่อาจทำให้หนี้มีปัญหาก็คือการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 นั่นเอง


สรุป วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 คือ สิ่งที่จะตามมาจาก วิกฤตโควิด หรือ วิกฤต COVID-19 จนกลายเป็น วิกฤตการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่หรือไม่ เพราะเราไม่รู้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะจบลงในกี่เดือน

อย่างในวันที่ปล่อยบทความนี้ เราก็ยังไม่ได้วิธีรักษา COVID-19 ที่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตโควิดได้ภายในระยะสั้นๆ ในทางกลับกันจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกกำลังเพิ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ (ผู้ติดเชื้อ ณ ตอนนี้ทะลุล้านรายไปแล้ว)

แต่ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ก็ยังแนะนำให้จับตามองเหตุการณ์สำคัญที่จะประเด็นที่ทำให้ วิกฤตโควิด 19 กลายเป็น วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 เพื่อที่อย่างน้อยจะได้รู้ว่า ณ ตอนนั้นเราอยู่ในวิกฤติเศรษฐกิจแล้วหรือยัง โดยมีเหตุการณ์ต่อไปนี้

  • บริษัทใหญ่ชื่อดังเริ่มล้มละลาย (จะยิ่งชัดเจนเมื่อมีบริษัทที่ 2 3 4 ตามมาจนรัฐต้องรีบเข้ามาอุ้ม)
  • การผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจที่เริ่มเกิดขึ้นพร้อมกันมากขึ้น
  • การจ้างงานลดลงอย่างรุนแรงติดต่อกันหลายเดือน (คนตกงานมากขึ้นเรื่อยๆ)
  • นโยบายการเงินเริ่มไม่ได้ผลอย่างชัดเจน (เพราะคนเริ่ม Panic)
  • การปิดเมืองเริ่มกินระยะเวลานานขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สถานการณ์ไม่ใกล้เคียงคำว่าคลี่คลาย (6-12 เดือนขึ้นไป)
  • จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่

ถ้าหากเงื่อนไขเหล่านี้เกิดขึ้น 4 ใน 6 ก็พอจะเรียกได้แล้วว่าเรากำลังอยู่ในจุดที่น่ากลัว ที่อาจทำให้ วิกฤตโควิด คือ จุดเริ่มต้นของ วิกฤตเศรษฐกิจ 2020

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สุดท้าย วิกฤตโควิด 19 หรือ วิกฤตโคโรน่า ไม่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงจนกลายเป็น วิกฤตเศรษฐกิจ 2020 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือ Recession อย่างแน่นอน (เพียงแต่เรายังไม่สามารถคาดเดาความรุนแรงได้)


ถ้าคุณอยากเข้าใจปัญหาว่าทำไมต้องมีหนี้และทำไมหนี้กลายเป็นปัญหา ลองดู How the Economic Machine Work เพื่อทำความเข้าใจว่าหนี้มันสำคัญยังไงกับระบบเศรษฐกิจ และอ่านเกี่ยวกับกลไกของการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ (Economic Crisis) ในอดีตเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิกฤตเศรษฐกิจ คืออะไร? 

ข้อมูลหนี้สาธารณะของไทยอ้างอิงจาก สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ส่วนข้อมูลหนี้สาธารณะของสหรัฐอ้างอิงจากเว็บไซต์ Federal Reserve สาขา St Louis

บทความที่เกี่ยวข้อง