Home เศรษฐกิจ วิกฤตค่าเงินตุรกี เกิดอะไรขึ้นกับ ค่าเงินตุรกี?

วิกฤตค่าเงินตุรกี เกิดอะไรขึ้นกับ ค่าเงินตุรกี?

by greedisgoods
วิกฤตตุรกี ค่าเงินตุรกี วิกฤติค่าเงินตุรกี

เกิดอะไรขึ้นกับตุรกี หรือว่า วิกฤต ค่าเงินตุรกี ในครั้งนี้คือ วิกฤตการเงิน ครั้งใหม่ในรอบ 10 ปี !?

ช่วงนี้มีข่าวมากมายเกี่ยวกับ วิกฤตการเงินของประเทศตุรกี มาดูกันว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับ ประเทศตุรกี อะไรทำให้ประเทศตุรกีเกิดวิกฤตทางการเงิน และทำไม ค่าเงินตุรกี ถึงได้อ่อนค่าอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

เริ่มจากทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นใน ประเทศตุรกี กันก่อน

หนี้ระหว่างประเทศจำนวนมาก จากการที่ประเทศตุรกีมีหนี้ที่กู้จากต่างประเทศ สูงกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 3.5 เท่า

ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง จากปัญหาการขาดดุล และค่าเงินที่อ่อนลงอย่างต่อเนื่อง

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ขึ้นไปแตะในระดับที่สูงกว่า 20% เป็น All-time High ซึ่งเป็นผลจากความกลัวของนักลงทุนในเรื่องที่ ตุรกีขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ถึง 6.25% ของ GDP

เงินเฟ้อ (Inflation) สูงถึง 15.85% สูงกว่าเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารกลางตุรกีถึง 3 เท่าและเป็นตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 15 ปี

ค่าเงินลีรา (Lira) ตุรกีอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุก็มาจากความเชื่อมั่นใน ค่าเงินตุรกี ที่ลดลงอย่างหนักจากปัญหาที่เกิดขึ้น โดย 4 ปีที่ผ่านมามูลค่าของเงิน 1 ลีราตุรกี (Lira) เมื่อเทียบกับเงินบาทไทย (Baht) ลดลงไปประมาณ 10 บาท (จากประมาณลีราละ 15 บาท ทุกวันนี้เหลือประมาณลีราละ 5 บาท)

กราฟเปรียบเทียบระหว่าง 1 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) กับ ค่าเงินลีราตุรกี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

วิกฤติตุรกี ค่าเงินลีรา ตุรกี

สำหรับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศตุรกีในครั้งนี้เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศตุรกี กับ การเคลื่อนไหวของสหรัฐอเมริกา ที่ซ้ำให้สถานการณ์ที่แย่อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก

พื้นฐาน เศรษฐกิจประเทศตุรกี

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พื้นฐานเศรษฐกิจ ของ ประเทศตุรกี กันก่อน ว่ารายได้มาจากไหน

ประเทศตุรกี เป็นหนึ่งในประเทศตลาดเกิดใหม่เช่นเดียวกับไทย ตุรกีเป็นประเทศที่มีลักษณะของเศรษฐกิจที่เหมือนกับประเทศจีนรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก แต่อย่างไรก็ตามประเทศตุรกีกลับ ขาดดุล อย่างหนัก จากการที่ประเทศตุรกีมี หนี้ที่กู้จากต่างประเทศ อยู่สูงมาก ทำให้ตุรกี ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด มากกว่า 6% จาก GDP

ถ้าถามว่า ประเทศตุรกี ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด มากขนาดไหน ?
คำตอบคือ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด มากที่สุดในโลก

สาเหตุของการขาดดุลของตุรกีนั้นมาจากการ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งมาจากการกู้ยืมเงินทุนจากต่างประเทศ โดยหนี้เหล่านี้ถูกใช้ในการทำมาลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกับสร้างห้างสรรพสินค้าเป็นส่วนใหญ่

ซึ่งในระยะสั้นหนี้เหล่านี้ช่วยดันเศรษฐกิจได้จริง (ถ้าย้อนไปดูเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจตุรกีค่อนข้างสูง) แต่ในระยะยาวแล้วไม่ค่อยช่วยให้เศรษฐกิจโตเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่กู้มาสร้างไม่ได้ช่วยให้เกิด Productivity มากเท่าไหร่ (ฟังดูคุ้น ๆ เหมือนประเทศหนึ่งเมื่อปี 2540)

และสิ่งที่แย่สำหรับเรื่องนี้ คือ ตอนนี้ นโยบายทางการเงินของโลก เริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง นักลงทุนเริ่มถอนเงินออกจาตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) + ดอกเบี้ยที่เริ่มกลับมาสูงอีกครั้ง ซึ่งส่งผลโดยตรงกับประเทศที่มีหนี้สูง ๆ อย่าง ประเทศตุรกี ในตอนนี้

เพราะต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภาระในการชำระหนี้ของตุรกีเพิ่มขึ้นโดยตรง


ปัญหาความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกา

ถ้าตามข่าวช่วงที่ผ่านมาถ้าใครตามข่าว การเมืองระหว่างประเทศ จะเห็นว่ามีข่าวประเด็นระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ ตุรกี ออกมาให้เห็นบ่อย ๆ ซึ่งความกังวลที่เกิดจากเรื่องนี้ที่หลาย ๆ คนกังวลกันก็คือ ความขัดแย้งนี้อาจทำไปสู่ การกีดกันทางการค้า จากสหรัฐอเมริกา

ซึ่งสหรัฐอเมริกาถือเป็น 1 ใน Top 5 ประเทศที่นำเข้าสินค้าจากตุรกีมากที่สุด และถ้าหากว่าสหรัฐอเมริกาออก มาตรการกีดกันทางการค้า ก็จะยิ่งทำให้ตุรกีส่งออกได้น้อยลงทำให้รายได้ลดลง กลายเป็นปัญหาที่เข้ามาซ้ำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

และเมื่อรู้ว่าทุกคนกลัว มาตรการกีดกันทางการค้า จากอเมริกา Donald Trump ก็ไม่นิ่งเฉย ออกมาสาดน้ำมันเข้ากองเพลิงผ่าน Twitter ส่วนตัว

อีกหนึ่งตัวกระตุ้น, Donald Trump

สิ่งที่ทำให้เรื่องของตุรกีกลับมาเป็นประเด็นคือ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Donald Trump ได้ทวีตบท Twitter ส่วนตัวว่า จะปรับขึ้นกำแพงภาษี (Tariff) ของเหล็กและอะลูมิเนียมที่มาจากตุรกีให้สูงขึ้น โดยจะเพิ่มภาษีเหล็กเป็น 50% และเพิ่มภาษีอะลูมิเนียมเป็น 20% ด้วยเหตุผลที่ว่า ค่าเงินลีรา (Lira) ของประเทศตุรกีอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

เท่านั้นยังไม่พอ Donald Trump ยังทิ้งท้ายไว้ใน Tweet เดียวกันอีกว่า ความสัมพันธ์กับตุรกีช่วงนี้ไม่ดีเท่าไหร่

และนี่คือสิ่งที่ Donald Trump ได้ Tweet เมื่อวันก่อน

หลังจาก Donald Trump ได้ออกมาทวีต ทวีตดังกล่าวก็ทำให้ ค่าเงินลีราตุรกี อ่อนค่าลง อย่างรุนแรง จากความกังวลของนักลงทุน โดยค่าเงินลีราตุรกี (TRY) ได้ลงไปทำ All-time Low ที่ 6.88 ลีรา (Lira) ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (USDollar) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา

กราฟเปรียบเทียบ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ต่อ ลีราตุรกี (TRY) ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

วิกฤติตุรกี 2018 วิกฤติค่าเงินตุรกี

เงินอ่อนมีผลอะไรกับ ตุรกี

นอกจากปัญหาดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นแล้ว อีกปัญหาที่น่าสำคัญก็คือการที่ ค่าเงินตุรกีอ่อนค่าอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา เพราะอย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่าตุรกีเป็นประเทศที่มีหนี้ระหว่างประเทศอยู่มาก

การที่ยิ่งเงินลีราอ่อนค่ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ต้องจ่ายหนี้มากขึ้นเท่านั้น สำหรับใครที่งงว่า ลีราอ่อน แล้วต้องจ่ายหนี้มากขึ้นอย่างไร ลองดูตัวอย่าง

สมมติ บริษัท A จากประเทศตุรกี ทำสัญญากู้จากธนาคาร Z ของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเงิน 1,000 ลีราตุรกี ระยะเวลาใช้หนี้ คือ 5 ปี

แต่ก่อนอื่นจำไว้ว่า กู้จากที่ไหนจะได้เงินเป็นสกุลนั้น และตอนใช้คืนก็ต้องใช้เป็นเงินสกุลที่กู้มา

ดังนั้น บริษัท A ที่ต้องการกู้ 1,000 ลีราตุรกี จะได้มาเป็นเงิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราแลกเปลี่ยนเมื่อ 5 ปีก่อนที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 2 ลีราตุรกี

เวลา 5 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก บริษัท A ต้องใช้หนี้ที่กู้มา 500 ดอลลาร์สหรัฐ

แต่วันนี้อตราแลกเปลี่ยนระหว่าง 2 ประเทศอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 6 ลีราตุรกี

นั่นหมายความว่า เงินที่ต้องหามาเพื่อนำไปแลกเป็นดอลลาร์ เพื่อคืนธนาคาร Z ไม่ใช่ 1,000 ลีรา อีกต่อไป 

เพราะวันนี้การที่จะแลก 1 ดอลลาร์ได้ ต้องใช้ถึง 6 ลีราตุรกี

ดังนั้น เงิน 500 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน (5 ปีผ่านไป) จะต้องใช้เงินถึง 3,000 ลีราตุรกี เพื่อแลก (500 x 6)

นั่นหมายความว่า บริษัท A จะมีหนี้เพิ่มขึ้นถึง 300% ในระยะเวลา 5 ปีนั่นเอง ผลที่ตามมาก็คือ การที่บริษัทที่มีเงินทุนไม่มากพออาจจะล้มละลายได้เลย

ซึ่งบริษัทล้มละลายก็หมายถึงพนักงานที่ไม่มีงานทำ > พนักงานที่ไม่มีงานทำ ก็ไม่มีเงินซื้อของกินของใช้ > เมื่อไม่มีคนใช้จ่าย ก็ไม่มีเงินหมุนเวียนในระบบ และไม่มีงานในที่สุด


หลังจากนี้ก็คงต้องมาดูกันต่อไปว่าตุรกีจะทำอย่างไรต่อไปกับ วิกฤติการเงินในครั้งนี้ และสุดท้ายปัญหานี้จะกลายเป็น วิกฤติการเงิน ในระดับที่มีชื่อเป็นของตัวเองว่า “เคบับ Crisis” และส่งผลกระทบลุกลามไปทั่วภูมิภาคหรือไม่

  • บางส่วนจาก – Bloomberg
  • กราฟจาก – CNBC

บทความที่เกี่ยวข้อง