วิธี เปิดพอร์ตหุ้น สำหรับมือใหม่ในไม่กี่ขั้นตอน (บัญชีหุ้น)

เปิดพอร์ตหุ้น เปิดบัญชีหุ้น

วิธี เปิดพอร์ตหุ้น เบื้องต้น สำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่ม เล่นหุ้น และกำลังมองหา วิธีเปิดพอร์ตหุ้น


สำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุนในหุ้น สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการ เปิดบัญชีหุ้น หรือที่เรียกว่า เปิดพอร์ตหุ้น (Portfolio)

โดยบทความนี้จะเน้นไปที่การเปิดพอร์ตหุ้น แบบที่ไม่ต้องไปที่บริษัทหลักทรัพย์เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเปิดพอร์ตหุ้นในแบบที่ต้องไปบริษัทหลักทรัพย์หรือไม่ต้องไปที่บริษัทหลักทรัพย์ ก็ไม่ได้มีรายละเอียดที่แตกต่างกันมาก ดังนั้น ผู้ที่ต้องการเดินทางไป เปิดพอร์ตหุ้น ที่ บริษัทหลักทรัพย์ ก็สามารถอ่านข้อมูลเหล่านี้ไว้เป็นแนวทางได้เช่นกัน


Step 1 – เลือก Broker หุ้น

สิ่งที่สำคัญอันดับต้น ๆ ในการเปิดพอร์ตหุ้น ก็คือการเลือก Broker หุ้น เพราะนักลงทุนจะต้องซื้อ-ขายหุ้นผ่าน Broker


สำหรับสิ่งที่ต้องพิจารณาในการ เลือก Broker หุ้น หลัก ๆ จะประกอบด้วย:

ความน่าเชื่อถือ ของ Broker 
รูปแบบการให้บริการ (ซื้อขายออนไลน์ด้วยตัวเอง กับ ซื้อขายผ่านมาร์เก็ตติ้ง)
ค่าคอมมิชชั่น (Commission)
การฝากเงินและการถอนเงิน 

ความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือของ Broker สำคัญที่สุด เพราะเราจะต้องนำเงินของเราไปฝากกับ Broker 

แนะนำให้หาข้อมูลเกี่ยวกับ Broker ที่สนใจจะเปิดพอร์ตด้วย หาทั้งข้อดี/ข้อเสีย ความน่าเชื่อถือ ปัญหาต่างๆที่เคยเกิดมาแล้ว อย่างเช่น ระบบล่มบ่อยช่วงเวลาสำคัญหรือไม่ เคยทำลูกค้าเสียหายหรือไม่ เคยมีประเด็นอะไรแย่ ๆ หรือไม่ รวมถึงเงื่อนไขการชดใช้ถ้าหาก Broker นั้นปิดขึ้นมา

รูปแบบการให้บริการ

ดูว่า Broker นั้นเน้นแบบไหน ระหว่าง เน้นเทรดออนไลน์ด้วยตัวเอง กับ เน้นเทรดผ่านมาร์เก็ตติ้ง หรือ ทั้งเน้นสองแบบ
ค่าธรรมเนียมแบบเทรดออนไลน์ด้วยตัวเองจะถูกกว่า เพราะอยากซื้อก็ซื้อ/อยากขายก็ขาย ไม่ต้องโทรไปบอก Marketing ให้ซื้อให้เรา (ทำให้ Broker ไม่ต้องเปลืองต้นทุนจ้าง Marketing)

ค่าคอมมิชชั่น 

ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ ถูกก็ไม่ได้แย่เสมอไปและแพงก็ไม่ได้ดีเสมอไป ตรงนี้ลองเทียบดูเองว่า เลือกถูกจะเสียอะไรและแพงจะได้อะไร

นอกจากความถูก/แพงของค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ก็ยังมีเรื่องของค่าธรรมเนียมการซื้อขายขั้นต่ำอยู่อีก

อะไรคือค่าธรรมเนียมการซื้อขายขั้นต่ำ (เรียกสั้นๆว่าขั้นต่ำ)

สมมติวันนี้คุณเทรดทั้งวัน 10,000 บาท (กับ Broker ที่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 50 บาทต่อวัน) โดยค่าธรรมเนียมคือ 0.1500% คุณก็จะเสียค่าธรรมเนียม 15 บาท + VAT อีก 7% ของค่าธรรมเนียมด้วย [15+(15×7%)] ก็จะรวมเป็น 16.05 บาท ซึ่งไม่ถึงค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 50 บาท

ดังนั้น ค่าธรรมเนียมของคุณจะกลายเป็น 50 + VAT 7% แทน
แต่ถ้าคุณเทรดจนค่าธรรมเนียมต่อวันของคุณเกิน 50 บาท ก็ไม่มีผลอะไรในส่วนนี้ เพราะค่าธรรมเนียมขั้นต่ำจะมีผลต่อเมื่อคุณเทรดไม่ถึงขั้นต่ำ ถ้าเทรดเกินก็คิดตามจริงอยู่ดี

ซึ่งหมายความว่าวันนึงคุณเทรดเกินประมาณ 30,000 บาทอยู่แล้ว คุณก็ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นประมาณ 50 บาทอยู่ดี ดังนั้นคุณไม่ต้องไปแคร์ก็ได้ว่า Broker ไหนมีขั้นต่ำหรือไม่มีขั้นต่ำ

ส่วน Broker ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำรายวัน คุณก็จะเสียแค่ตามที่เทรด 16.05 บาท

ดูว่า Broker ไหนมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำหรือไม่ได้ที่ – http://www.settrade.com/beginner-broker-list.html แล้วกดที่รูป + หน้าชื่อ Broker แต่ละอัน จะมีบอกว่า Broker นั้นมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำมั้ย

แต่ไม่ใช่ว่า Broker ที่มีขั้นต่ำจะไม่ดี ต้องดูว่าที่เราเสียเงินไปเราได้ของแถมอะไรกลับมาบ้างเช่นพวกบทวิเคราะห์ เครื่องมือต่างๆสำหรับการเทรดที่มีให้ไม่เหมือนกันในแต่ละ Broker ต้องชั่งน้ำหนักเอาว่าตัวเองเหมาะกับอะไร

การฝากและถอนเงิน

การฝากและถอนเงินของ Broker นั้น ๆ สะดวก ยาก/ง่าย และ รวดเร็วมากน้อยแค่ไหน

เพราะในหลาย ๆ ครั้ง ปัญหาความล่าช้าของ Broker อาจทำให้เราพลาดโอกาสดี ๆ ในการซื้อขายหุ้น

สามารถดูรายชื่อบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมดได้ที่ Link นี้ – รายชื่อบริษัทหลักทรัพย์ 


Step 2 – เลือกประเภท บัญชีหุ้น

หลัก ๆ ที่ถามกันอยู่บ่อย ๆ คือ 3 ประเภทนี้

  • Cash Balance Account เป็นบัญชีหุ้นในลักษณะฝากเงินเข้าไปก่อนถึงจะซื้อได้ (มีดอกเบี้ยด้วย) ฝากเท่าไหร่ก็ซื้อได้เท่านั้น
  • Credit Balance Account เป็นบัญชีแบบกู้เงินมาซื้อขาย ต้องมีการวางหลักประกัน
  • Cash Account เป็นแบบซื้อก่อนจายทีหลัง แต่ต้องจ่ายภายใน 3 วันทำการ และต้องมีการวางหลักประกัน

ถ้าเป็นนักลงทุนที่ยังใหม่ ไม่มีประสบการณ์ แนะนำให้ใช้ Cash Balance Account ไปก่อน

นอกจากนี้แนะนำให้ลองไปดูเงื่อนไขบัญชีแบบต่าง ๆ ของแต่ละ Broker เพิ่มด้วย


Step 3 – เตรียมเอกสาร

ขึ้นอยู่ว่าเปิดกับ Broker ไหน แต่สิ่งที่ต้องเตรียมหลัก ๆ จะใช้เอกสารประมาณนี้ (อย่างละกี่ใบก็ขึ้นอยู่กับ Broker เช่นกัน)


  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาสมุดบัญชีเฉพาะหน้าแรก (หน้าที่มีชื่อเรา ธนาคารอะไรก็ได้)
  • สำเนาทะเบียนบ้าน (เคยไม่ต้องใช้ แต่จำไม่ได้ว่าที่ไหน)
  • ค่าอากรแสตมป์ 30 บาท (บางที่ก็ไม่เอา)
  • เอกสารแบบฟอร์มขอเปิดบัญชี (ถ้าเปิดแบบ Online ก็ปริ้นมากรอก)

Step 4 – ส่งเอกสาร

ส่งเอกสารไปที่บริษัทหลักทรัพย์ตามที่อยู่ของบริษัทหลักทรัพย์ แนะนำว่าส่งเป็น EMS เพราะเร็วกว่าและตามได้ด้วยว่าถึงไหนแล้ว

เมื่อส่งไปถึงแล้ว ก็รออนุมัติอีกประมาณ 7 วัน (อาจจะเร็วหรือช้ากว่านั้น)

หลังจากเปิดสำเร็จแล้วก็จะได้ User และ Password สำหรับ Log In เพื่อเทรดมา (อาจจะโทรมาหรือส่งเมลมา)


 

About greedisgoods

สวัสดี! อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่าง

View all posts by greedisgoods →