หุ้นกู้ คือ อะไร ? ต่างจาก หุ้น อย่างไร ? (Corporate Bond)

หุ้นกู้ คือ หุ้น Bond การ ลงทุน หุ้นกู้

หลายคนอาจรู้จักคุนเคยกับ หุ้น กันมาไม่มากก็น้อย แต่บทความนี้มาทำความรู้จักกับ หุ้นกู้ หรือ Corporate Bond มาดูกันว่า หุ้นกู้ คือ อะไร ? และต่างจาก หุ้น ทั่ว ๆ ไปอย่างไร


หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ ชนิดหนึ่งที่เป็น ตราสารหนี้ระยะยาว (มากกว่า 270 วัน) เป็นตราสารที่แสดงการกู้ยืมเงิน (คิดง่าย ๆ เหมือนสัญญากู้เงิน) ที่ออกโดยบริษัทจดทะเบียน ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของหุ้นกู้ คือ การหาเงินทุนของกิจการ เพื่อนำเงินทุนไปขยายกิจการนั่นเอง

อธิบายง่าย ๆ หุ้นกู้ คือ การกู้เงินของบริษัท โดยที่ผู้ออกหุ้นกู้หรือขายหุ้นกู้ คือ ลูกหนี้ (บริษัท) ส่วนนักลงทุนที่มาซื้อหุ้นกู้ คือ เจ้าหนี้ (นักลงทุน)

และถ้าหากว่าถ้าใครรู้จัก พันธบัตรรัฐบาล อยู่แล้ว จะเรียกว่า หุ้นกู้ คือ พันธบัตรเวอร์ชั่นที่บริษัทจดทะเบียนเป็นผู้ออกก็ได้

ซึ่งรายละเอียดของ หุ้นกู้ (Corporate Bond) โดยพื้นฐานจะประกอบด้วย อายุตราสาร (Tenor) ดอกเบี้ย (Coupon Rate) และ มูลค่าต่อหน่วย หรือ มูลค่าที่ตราไว้ (Par value หรือ Face value) เป็นมูลค่าที่ผู้ออกหุ้นกู้ต้องจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด (เงินต้น) โดยทั่วไปกำหนดมูลค่าไว้ที่ 1,000 บาทต่อหน่วย


ส่วน หุ้นสามัญ หรือ หุ้น ที่คนมักพูดว่า เล่นหุ้น จะเป็น ตราสารทุน ที่ผู้ซื้อหุ้นสามัญจถือว่าเป็น “เจ้าของ” บริษัทนั้น ในสัดส่วนของหุ้นที่ถืออยู่ และผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น คือ เงินปันผล (Dividend)

จากการที่นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นสามัญมีสถานะเป็นเจ้าของ และนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นกู้มีสถานะเป็นเจ้าหนี้

ทำให้เมื่อไหร่ก็ตามที่บริษัทที่ออกหุ้นกู้เกิดเจ๊งขึ้นมา ผู้ที่จะได้เงินคืนก่อนก็คือผู้ที่ซื้อหุ้นกู้

ตามหลักง่าย ๆ คือ เจ้าของบริษัท ต้องใช้เงินคืน เจ้าหนี้


ผลตอบแทนหุ้นกู้

สำหรับผลตอบแทนของผู้ที่ซื้อหุ้นกู้ ก็คือ ดอกเบี้ย (Interest) ตามที่แสดงอยู่ในตราสาร ซึ่งดอกเบี้ยของ หุ้นกู้ หลักๆ จะมีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่

ดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่ถือ หุ้นกู้ เช่น หุ้นกู้ระยะเวลา 10 ปี โดยที่ปีที่ 1-3 จ่ายดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี ปีที่ 4-5 จ่ายดอกเบี้ย 5% ต่อปี และปีที่ 6-10 จ่ายดอกเบี้ย 8% ต่อปี

ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ที่จะได้ดอกเบี้ยจากหุ้นกู้เท่าเดิมตลอดระยะเวลาของหุ้นกู้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ช่วงระยะเวลาในการจ่ายดอกเบี้ยก็จะมีอยู่หลายแบบขึ้นกับหุ้นกู้นั้น ๆ เช่น จ่ายทุก 3 เดือน จ่ายทุก 6 เดือน และจ่ายทุก 12 เดือน

ทั้งอัตราดอกเบี้ย (Coupon Rate) และเงื่อนไขในการจ่ายดอกเบี้ย (Coupon Frequency) จะปรากฏอยู่ในหุ้นกู้ ตรงนี้เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่จะต้องอ่านรายละเอียดในส่วนนี้ก่อนลงทุน

ความเสี่ยงของหุ้นกู้

ความเสี่ยงหลักของ หุ้นกู้ คือ การชำระหนี้ของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ ซึ่งก็เหมือนกับการปล่อยกู้ทั่ว ๆ ไป และอย่าคิดว่าบริษัทระดับที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือตลาดหุ้นจะไม่มีทางล้ม

ดังนั้น ในการลงทุนกับหุ้นกู้ นักลงทุนจึงต้องศึกษาความเสี่ยงของบริษัทที่ออกหุ้นกู้อย่างถี่ถ้วน โดยเบื้องต้นสามารถศึกษาความเสี่ยงได้จากเครดิตความน่าเชื่อถือ (Credit Rate) และงบการเงินของบริษัทโดยเฉพาะในส่วนของความสามารถในการจ่ายหนี้ในช่วงที่ผ่านมา


ซื้อหุ้นกู้ทำไง

ก่อนอื่นต้องบอกว่าหุ้นกู้ที่เปิดขายจะมี 2 แบบ คือ หุ้นกู้ที่ขายให้คนทั่วไป (Public Offering) กับ หุ้นกู้ที่ขายให้เฉพาะรายใหญ่ที่มีเงินระดับหลายสิบล้าน (Private Placement) แน่นอนว่านักลงทุนทั่วไปซื้อหุ้นกู้ได้แต่แบบแรก

โดยหุ้นกู้ส่วนใหญ่จะขายที่ธนาคาร แต่ว่าหุ้นกู้หนึ่งจะไม่ได้มีขายทุกธนาคาร ดังนั้น นักลงทุนก็ต้องศึกษาเองว่า หุ้นกู้ที่สนใจขายที่ธนาคารไหนและเปิดให้จองและเปิดขายวันไหน

สำหรับเอกสารที่ใช้ในการซื้อหุ้นกู้ที่ขายให้คนทั่วไป (Public Offering) ปกติจะประกอบด้วย

บัตรประชาชน สำหรับการยืนยันตัวตน


สมุดบัญชี สำหรับการรับดอกเบี้ยของหุ้นกู้


ประโยชน์ของหุ้นกู้

มาถึงตรงนี้ อาจสงสัยว่าทำไมบริษัทไม่ออก หุ้นสามัญ เพิ่มหล่ะ ถ้าอยากได้ทุนเพิ่ม คำตอบจะอยู่ตรงข้อได้เปรียบของหุ้นกู้ที่หลัก ๆ จะมีอยู่ 2 ประเด็น ได้แก่

หุ้นกู้ คือ หนี้ ทำให้บริษัทไม่ต้องจ่ายปันผล จ่ายเพียงแค่ดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าบริษัทจะได้กำไรมาน้อยแค่ไหนดอกเบี้ยก็เท่าเดิม ดังนั้น ถ้าหากว่าบริษัทกู้เงินมาแล้วสร้างผลตอบแทนได้สูงมาก กำไรที่บริษัทจะได้ก็จะไม่ต่างจากเดิมมาก (เพราะจำนวนหุ้นเท่าเดิม ทำให้ตัวหารกำไรเท่าเดิม)

อย่างที่บอกว่านักลทุนที่ ซื้อหุ้นกู้ มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ (ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงอะไร) ไม่ได้เป็นเจ้าของเหมือนการซื้อ หุ้นสามัญ ดังนั้น การได้เงินมาจากการออกหุ้นกู้จะดีตรงที่สัดส่วนการถือหุ้นยังไม่เปลี่ยนไป ทำให้อำนาจในการบริหารยังเท่าเดิม

อย่างไรก็ตาม อย่างที่ย้ำแล้วย้ำอีกว่า หุ้นกู้ มีสถานะเป็นหนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่บริษัทไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องล้มละลายได้เช่นกัน


 

About greedisgoods

สวัสดี! อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่าง

View all posts by greedisgoods →