Home Business หุ้นบุริมสิทธิ คือ อะไร? ต่างจากหุ้นสามัญอย่างไร

หุ้นบุริมสิทธิ คือ อะไร? ต่างจากหุ้นสามัญอย่างไร

by greedisgoods
หุ้นบุริมสิทธิ คือ Preferred Stock คือ หุ้นบุริมสิทธิ ต่างจาก หุ้นสามัญ

Preferred Stock หรือ หุ้นบุริมสิทธิ คืออะไร และอะไรคือความแตกต่างระหว่าง หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) กับ หุ้นสามัญ (Common Stock)

หุ้นบุริมสิทธิ คือ ตราสารทุนประเภทหนึ่งที่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ไม่มีสิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นและการบริหาร แต่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินลงทุนคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ และได้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผล (Dividend) ที่ไม่ต่างจากหุ้นสามัญ

หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือ คำที่มาจากคำว่า “บุริม” + “สิทธิ” โดย บุริม แปลว่า ก่อน ส่วนคำว่า สิทธิ ก็คือ สิทธิ รวมเป็นคำว่า หุ้นบุริมสิทธิ ที่หมายความว่า เป็นหุ้นที่ได้สิทธิก่อน

ความพิเศษของ หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ที่แตกต่างจากหุ้นสามัญ (Common Stock) ก็จะเป็นไปตามความหมายของชื่อ คือ ถ้าหากว่าบริษัทเลิกกิจการ ผู้ที่ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะได้สิทธิในการถอนทุนคืนก่อนผู้ที่ถือหุ้นสามัญ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของ หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) อาจมีรายละเอียดเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปบ้าง ซึ่งต้องศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสารรายละเอียดของแต่ละบริษัท

หุ้นบุริมสิทธิ คือ สิทธิได้ทุนคืนก่อน

ตัวอย่างเช่น นางสาว A มีหุ้นบุริมสิทธิของบริษัท Copy Work เป็นมูลค่า 100,000 บาท ในขณะที่นางสาว B มีหุ้นสามัญของบริษัท Copy Work เป็นมูลค่า 300,000 บาท

และสมมติว่า บริษัท Copy Work ตัดสินใจจะปิดบริษัทเพราะโดนฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์จนเกือบจะไม่มีเงินเหลือ โดยบริษัท Copy Work เหลือเงินทุนทั้งบริษัทอยู่เพียง 200,000 บาท นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทคืนเงินให้กับนักลงทุน

นางสาว A ที่ถือหุ้นบุริมสิทธิ คือ ผู้ที่จะได้เงินทุนคืนก่อน เป็นเงิน 100,000 บาท (บริษัทเหลือเงิน 100,000 บาท)

นางสาว B ที่ถือหุ้นสามัญจะได้เงินคืนเป็นลำดับถัดไป โดยจะได้แค่ 100,000 บาท (จากเงินลงทุน 300,000 บาท) เพราะบริษัทเหลืออยู่แค่นี้หลังจากคืนให้นางสาว A ไปแล้ว

ข้อจำกัดของหุ้นบุริมสิทธิ

แลกกับการที่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิได้เงินทุนคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเมื่อเลิกกิจการ ข้อจำกัดที่สำคัญของหุ้นบุริมสิทธิ คือ การที่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิไม่มีสิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น

ซึ่งในทางกลับกันข้อจำกัดนี้เองก็เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นสามัญ (Common Stock) เพราะจะไม่ต้องกังวลว่าเมื่อออกหุ้นใหม่จะทำให้สัดส่วนในการถือหุ้นเปลี่ยนไปหรือไม่ และอาจจะทำให้สิทธิในการออกเสียงและการบริหารของตนลดลงถ้าไม่ซื้อหุ้นเพิ่มเมื่อมีหุ้นออกใหม่

หุ้นบุริมสิทธิทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นไม่เปลี่ยน

สมมติว่าบริษัท GIG มีหุ้นสามัญ 100 หุ้น มีผู้ถือหุ้นโดยแต่ละคนถือหุ้นสามัญดังนี้ A 25 หุ้น (25%) B 20 หุ้น (20%) C 30 หุ้น (30%) และ D 25 หุ้น (25%)

วันหนึ่งบริษัท GIG อยากได้เงินทุนมาลงทุนเพิ่ม จึงออกหุ้นสามัญมาอีก 50 หุ้น ทำให้หุ้นทั้งหมดเพิ่มจาก 100 หุ้นเป็น 150 หุ้น ดังนั้น สัดส่วนการถือหุ้นของ A B C D จะเปลี่ยนไปดังนี้ (ยังไม่มีใครซื้อหุ้นเพิ่ม)

  • A ที่มี 25 หุ้น จากที่ถือหุ้น 25% จะเหลือเพียง 16.67%
  • B ที่มี 20 หุ้น จากที่ถือหุ้น 20% จะเหลือเพียง 13.33%
  • C ที่มี 30 หุ้น จากที่ถือหุ้น 30% จะเหลือเพียง 20%
  • D ที่มี 25 หุ้น จากที่ถือหุ้น 25% จะเหลือเพียง 16.67%

จะเห็นว่า ถ้าหากว่า A ที่เคยถือหุ้นเป็นอันดับ 2 ซื้อหุ้นเพิ่มเพียง 6 หุ้น ก็จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นมากที่สุดแซงหน้า C ไปอย่างง่ายดาย

หรือในอีกกรณี A ที่เคยถือหุ้นเป็นอันดับ 2 ซื้อหุ้นใหม่ทั้งหมด 50 หุ้น จนทำให้มีหุ้นทั้งหมด 75 หุ้น หรือคิดเป็น 50% จากหุ้นทั้งหมด และซื้อหุ้นจากใครก็ได้มาอีก 1 หุ้น ก็จะทำให้ A มีหุ้นมากกว่า 50% ซึ่งจะทำให้ A มีสิทธิในการจัดตั้งฝ่ายบริหารของบริษัท GIG

จำนวนหุ้นสามัญที่มากกว่าหมายถึงสิทธิในการออกเสียงที่มากกว่า และถ้าหากว่าถือหุ้นสามัญเกิน 50% จะมีสิทธิในการจัดตั้งฝ่ายบริหารของบริษัทได้อีกด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าหุ้นที่ออกใหม่ 50 หุ้นเป็นหุ้นบุริมสิทธิ ก็จะไม่มีปัญหาในตัวอย่างด้านบนเกิดขึ้น ทำให้ผู้ถือหุ้นไม่ต้องกังวลเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นและได้เงินลงทุนมาโดยไม่ต้องก่อหนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง