อัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity Ratio)

Liquidity Ratio คือ อัตราส่วนสภาพคล่อง

ทำความรู้จัก อัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity Ratio) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดสภาพคล่องทางการเงินของกิจการ มาดูกันว่า อัตราส่วนสภาพคล่อง คำนวณอย่างไร


อัตราส่วนสภาพคล่อง หรือ Liquidity Ratio คือ อัตราส่วนทางการเงินที่นิยมใช้วัดสภาพคล่องของกิจการ หรือ ความสามารถในการชำระหนี้หมุนเวียน (หนี้ระยะสั้น) ของกิจการ

โดยอัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงิน หรือ Liquidity Ratio จะใช้เป็นเครื่องมือวัด สภาพคล่องทางการเงิน ของกิจการ ด้วยการนำสินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) มาเปรียบเทียบกับหนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) ในลักษณะของอัตราส่วน (Ratio)

อัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงิน หรือ Liquidity Ratio จะมีอยู่ 2 อัตราส่วน คือ

อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio)
อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio)



วิธีคำนวณ Liquidity Ratio

วิธีคำนวณทั้ง อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) และ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) จะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

โดยจะต่างกันแค่ตรงที่มีการหัก สินค้าคงเหลือ ออก ในกรณีของ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) 

อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน

อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) ÷ หนี้สินหมุนเวียน

ค่าที่คำนวณออกมาได้ของทั้ง 2 อัตราส่วน ควรจะมีค่ามากกว่า 1 หรือมี สินทรัพย์หมุนเวียน มากกว่า หนี้สินหมุนเวียน หรือ มีความสามารถพอที่จะจ่ายหนี้ได้

การแปลผล

Liquidity Ratio มีค่ามากกว่า 1หมายความว่า บริษัทมีสภาพคล่องดี (สินทรัพย์มากกว่าหนี้ พอจ่ายหนี้)

Liquidity Ratio มีค่าน้อยกว่า 1หมายความว่า บริษัทขาดสภาพคล่อง (มีหนี้มากกว่าสินทรัพย์ หรือก็คือ มีสินทรัพย์ไม่พอจ่ายหนี้)


ทำไม Liquidity Ratio ต้องมากกว่า 1 ?

เพราะเป็นการหาร เช่น มีสินทรัพย์ 300 บาท และมีหนี้สินหมุนเวียน 100 บาท

300 ÷ 100 = 3 เท่า หรือก็คือ มีสินทรัพย์หมุนเวียนเป็น 3 เท่า ของหนี้สินหมุนเวียนนั่นเอง

การหารก็คือการหาว่าตัวตั้ง (300) เป็นกี่เท่าของตัวหาร หรือ สินทรัพย์ที่มีอยู่ 300 บาท คิดเป็นกี่เท่าของหนี้ 100 บาท


บางครั้งตัวเลขที่ดูดีก็ไม่ได้ดีเสมอไป !

ถึงจะบอกว่า Liquidity Ratio คำนวณแล้วได้ค่า มากกว่า 1 คือ ดี


แต่! บางครั้งสินทรัพย์ที่มีอยู่มากเกินไปอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป (อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดี)

สินค้าคงเหลือ มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าเอาไว้ อาจหมดอายุระหว่างเก็บ หรือสินค้าเทคโนโลยีที่เก็บไว้นานๆแล้วตกรุ่น
ลูกหนี้ ถ้าเราไม่สามารถเก็บหนี้ได้ก็ไม่มีค่าอะไร (ไม่มีเงินมาจ่ายหนี้อยู่ดี)

อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถใช้อัตราส่วนตัวใดตัวหนึ่งเพื่อตัดสินทุกอย่างได้ แนะนำว่าให้ใช้ อัตราส่วนทางการเงิน หลายตัวประกอบกัน เพื่อความแม่นยำของข้อมูล

สำหรับผู้ที่สนใจ อัตราส่วนทางการเงิน ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ของไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์บริษัทที่สนใจ สามารถหาดูได้จาก www.set.or.th


 

About greedisgoods

สวัสดี! อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่าง

View all posts by greedisgoods →