Home Economics ดอกเบี้ยติดลบ คือ อะไร? Negative Interest Rate Policy

ดอกเบี้ยติดลบ คือ อะไร? Negative Interest Rate Policy

by greedisgoods
ดอกเบี้ยติดลบ คือ Negative Interest Rate Policy คือ อัตราดอกเบี้ยติดลบ NIRP คือ

อัตรา ดอกเบี้ยติดลบ คือ อะไร? มาทำความเข้าใจกับกลไกของ อัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบ หรือ Negative Interest Rate Policy (NIRP)

ดอกเบี้ยติดลบ คือ นโยบายการเงินของธนาคารกลาง (Central Bank) ที่จะใช้การ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 0% หรือ อัตราดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate Policy) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินนำเงินที่เก็บไว้ออกไปลงทุน เช่น ปล่อยเงินกู้ให้ภาคเอกชน และปล่อยกู้ให้ภาคครัวเรือน

เนื่องจากภายใต้ อัตราดอกเบี้ยติดลบ หรือ Negative Interest Rate Policy เมื่อสถาบันการเงินอย่างธนาคารพาณิชย์นำเงินทุนไปฝากไว้ที่ธนาคารกลาง (Central Bank) ธนาคารพาณิชย์จะต้อง จ่ายดอกเบี้ย ให้กับธนาคารกลางแทนที่จะได้รับดอกเบี้ย เหมือนกับการฝากเงินปกติ

ดอกเบี้ยติดลบ หรือ Negative Interest Rate คือ สิ่งที่ช่วยทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่อยากฝากเงินกับธนาคารกลาง และนำเงินทุนที่จะฝากไปใช้กับการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ การปล่อยกู้ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือบุคคลธรรมดา

โดยเป้าหมายของ Negative Interest Rate หรือ ดอกเบี้ยติดลบ คือ การใช้แก้ปัญหาภาวะเงินฝืด (Deflation) ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการลดดอกเบี้ยให้ใกล้ 0% ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะ ณ จุดที่จะใช้นโยบาย ดอกเบี้ยติดลบ คือ จุดที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับ 0% หรือมากกว่า 0% เล็กน้อย

พูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ ขนาดลดดอกเบี้ยมาจน 0% หรือเกือบ 0% ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นให้คนทั่วไปกล้าจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น จึงจำเป็นต้องกระตุ้นให้คนทั่วไปมีกำลังซื้อมากขึ้นด้วยการทำให้ธนาคารปล่อยกู้มากขึ้น ซึ่งเราจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ในหัวข้อถัดไป

ทำไมต้องใช้ อัตราดอกเบี้ยติดลบ (NIRP)

ดอกเบี้ยติดลบ คือ อะไรตอนนี้น่าจะพอเข้าใจแล้ว ดังนั้นเราจะพากลับไปหาปัญหาที่เป็นสาเหตุที่ต้องใช้ อัตราดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate) ซึ่งก็คือ เงินฝืด (Deflation) ซึ่งเป็นภาวะที่คนไม่อยากใช้เงิน เพราะมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี (ประหยัดไว้ก่อนดีกว่าหรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม)

เมื่อคนไม่อยากซื้อของหมายความว่าไม่มีความต้องการสินค้า และเมื่อสินค้าบางอย่างไม่มีความต้องการซื้อสินค้า (Demand) ราคาของสินค้านั้นจะลดลงเรื่อยๆ ตามกฎของอุปสงค์ (Law of Demand)

เมื่อสินค้าราคาลดลงเรื่อยๆ และลดลงมาก ในขณะที่ต้นทุนการผลิตและดอกเบี้ยเงินกู้ยังเท่าเดิม ผู้ที่ได้รับผลกระทบตรงนี้คือผู้ผลิตสินค้า ซึ่งหลังจากนี้เราจะเรียกว่า “โรงงาน” ณ จุดนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับโรงงานที่ได้รับผลกระทบจะมีอยู่ 2 ทางหลักคือ

  1. โรงงานที่รับภาระต้นทุนและดอกเบี้ยไม่ไหวก็อาจจะถึงขั้นปิดตัว
  2. โรงงานที่ยังเหลือรอดก็ทำได้แค่ประคองตัวไป ด้วยการลดต้นทุนและผลิตสินค้าให้น้อยลง นั่นหมายความว่าจากเดิมที่มี OT ก็ไม่มีแล้ว จากเดิมที่ต้องจ้างพนักงานเพิ่มก็ไม่จ้างแล้ว จากเดิมที่จะขยายธุรกิจก็ไม่ทำแล้ว

จากทั้ง 2 ข้อสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ พนักงานตกงาน พนักงานมีรายได้ลดลง และพนักงานกลัวที่จะตกงานจากความไม่แน่นอน ตรงนี้เองคือผลกระทบระลอก 2 ที่ทำให้คนยิ่งสั่นกลัวและไม่กล้าใช้เงินมากขึ้นไปอีก ส่วนโรงงานอื่นๆ เมื่อเห็นท่าไม่ดีก็ไม่กล้าลงทุนโดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ

เมื่อไม่มีการลงทุนใหม่ๆ ก็จะวนกลับไปหาประเด็นการจ้างงานที่ไม่เพิ่มขึ้นและวนกลับไปที่ประเด็นที่คนไม่กล้าใช้เงินในตอนต้นไปเรื่อยๆ และทั้งหมดคือภาวะเงินฝืด (Deflation) แบบคร่าวๆ ที่ทำให้ธนาคารกลางของหลายประเทศตัดสินใจใช้ ดอกเบี้ยติดลบ หรือ Negative Interest Rate

ดอกเบี้ยติดลบ สำคัญอย่างไร?

หัวข้อที่แล้วจะเห็นว่าสิ่งที่ทำให้ต้องใช้มาตรการ ดอกเบี้ยติดลบ คือ การที่คนไม่จับจ่ายใช้สอยเพราะไม่มีเงินหรือไม่กล้าใช้เงิน ดังนั้นโจทย์ก็คือการทำให้คนมีกำลังซื้อ แต่คนจะมีกำลังซื้อได้เมื่อมีงานทำ และการที่จะมีงานทำได้ก็ต้องมีการลงทุนของ “โรงงาน” ที่เราได้พูดถึงในหัวข้อที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เดียวกันไม่ใช่แค่โรงงานที่ไม่อยากลงทุน ฝั่งธนาคารพาณิชย์เองก็ไม่อยากปล่อยกู้เหมือนกันเพราะมีความเสี่ยงสูงที่เงินกู้จะกลายเป็นหนี้สูญ (NPL) ดังนั้นสิ่งที่ธนาคารเหล่านี้ทำก็คือนำเงินไปฝากไว้กับธนาคารกลาง ที่ถึงจะได้ดอกเบี้ยต่ำแต่ก็ดีกว่าปล่อยกู้แล้วกลายเป็นหนี้สูญ (NPL)

ตรงส่วนนี้เองที่ อัตราดอกเบี้ยติดลบ หรือ Negative Interest Rate Policy เข้ามามีบทบาทเพราะ ดอกเบี้ยติดลบ คือ สิ่งที่จะทำให้ธนาคารพาณิชย์จะไม่ได้ดอกเบี้ยจากการฝากเงินกับธนาคารกลางอีกแล้ว หรือพูดง่ายๆ ดอกเบี้ยติดลบ คือ การกระตุ้นให้ธนาคารนำเงินไปปล่อยกู้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในการฝากเงินกับธนาคารกลาง

เมื่อมีการกู้เงินก็จะทำให้เกิดการลงทุนก็จะทำให้มีเงินเข้าไประบบเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่การจ้างงานที่เป็นรายได้ของคนทั่วไปในระบบเศรษฐกิจ และนี่เองคือเป้าหมายของนโยบาย NIRP หรือ Negative Interest Rate Policy

นอกจากนี้อีกผลกระทบของ ดอกเบี้ยติดลบ คือ ทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากของคนทั่วไปต่ำลง (ไม่ได้ติดลบ แต่ดอกเบี้ยต่ำมาก) ส่งผลให้คนนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์อื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าหรือเท่าเดิมมากขึ้น

ผลกระทบจาก Negative Interest Rate Policy คืออะไร?

Negative Interest Rate Policy หรือ ดอกเบี้ยติดลบ ไม่ได้มีแต่ด้านดีที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการลดต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว โดยผลกระทบอีกด้านของ อัตราดอกเบี้ยติดลบ คือ ประเด็นต่อไปนี้

  1. ธนาคารพาณิชย์มีกำไรส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ต่ำ ตามดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำ
  2. Fund Flow ไหลออกจากประเทศนั้น เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนลดลง (ดอกเบี้ยสัมพันธ์กับผลตอบแทน)
  3. การออมเงินด้วยการฝากเงินของภาคประชาชนลดลงตามผลตอบแทนที่ลดลง

ในช่วงที่ผ่านมามีอยู่ทั้งหมด 5 ประเทศที่ใช้ดอกเบี้ยติดลบ Negative Interest Rate Policy หรือ NIRP คือ เดนมาร์กเมื่อปี 2012, ยุโรปเมื่อปี 2014, สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อปลายปี 2014, สวีเดนเมื่อปี 2015, และญี่ปุ่นเมื่อปี 2016 ซึ่งทุกประเทศต่างได้รับผลกระทบในลักษณะนี้

อ่านเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับดอกเบี้ยนโยบายแบบละเอียดได้จากบทความ ดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Policy Rate คืออะไ?

บทความที่เกี่ยวข้อง