เงินบาทแข็ง ส่งผลกระทบอะไรต่อ การส่งออก ?

เงินบาทแข็ง ส่งออก ผลกระทบของเงินบาทแข็งค่า เงินบาทแข็ง ผลกระทบ การส่งออก

ในช่วงนี้ เงินบาทแข็งค่า อย่างต่อเนื่อง จนผู้ส่งออกหลายคน ได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มาดูกันว่า เงินบาทแข็ง ส่งผลอะไรต่อการส่งออก ?


เงินบาทแข็ง คือ เรื่องที่ส่งผลต่อการส่งออกโดยตรง จากการที่ เงินบาทแข็งค่า ทำให้กำลังซื้อของผู้นำเข้าสินค้าจากไทยลดลง (เนื่องจากเงินเท่าเดิมซื้อของได้ลดลง เพราะเงินบาทแข็ง)

ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องในระยะยาวคือ ผู้นำเข้าสินค้าจากไทย จะหันไปนำเข้าสินค้าทดแทนจากประเทศอื่นแทน

แต่ก่อนที่จะเริ่มทำความเข้าใจไปมากกว่านี้ว่าทำไม เงินบาทแข็งค่า ส่งผลอย่างไรกับการส่งออก หรือส่งผลเสียต่อการส่งออกอย่างไร มาเริ่มจากการทำความเข้าใจกับคำว่า เงินบาทแข็ง หรือ เงินบาทแข็งค่า กันก่อนแบบสั้นๆ

เงินบาทแข็ง คือ การที่เงินบาทมีค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง หรือพูดให้ง่ายกว่านั้น เงินบาทแข็ง คือ การที่เงินบาทแลกเงินอีกสกุลได้มากขึ้น (เทียบกับเมื่อก่อน)


สมมติว่าเทียบกับเงินยูโร (Euro)

  • เมื่อเดือนที่แล้ว 1 บาทแลกได้แค่ 0.0281 ยูโร (หรือ 1 ยูโร ต้องใช้ 35.55 บาท)
  • แต่วันนี้ 1 บาทแลกได้ถึง 0.0303 ยูโร (หรือ 1 ยูโร ใช้แค่ 33 บาทก็แลกได้แล้ว)

ซึ่งตัวหนังสือสีเขียวก็คือการที่ เงินบาทแข็งค่า เมื่อเทียบกับเงินยูโร และทั้งหมดคือ ความหมายของ เงินบาทแข็ง หรือ เงินบาทแข็งค่า ในเบื้องต้น

ถ้ายังงง อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เงินแข็งค่า อย่างละเอียดได้ที่ – https://bit.ly/2H4JTOG


ทำไม เงินบาทแข็งส่งผลเสียต่อการส่งออก ?

จากด้านบนจะเห็นว่า เงินบาทที่แข็งค่า จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของคนที่ใช้เงินยูโรซื้อของไทยอย่างชัดเจน (แลกบาทได้น้อยลง ซื้อได้น้อยลง) เพราะการที่ เงินบาทแข็งค่า คือเงินบาทแลกเงินสกุลอื่นได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกัน เงินสกุลอื่นก็แลกเป็น เงินบาท ได้น้อยลง

นั่นหมายความว่า ถ้าหากต่างชาตินำเข้าสินค้าจากไทยในช่วงที่ เงินบาทแข็งค่า ผู้นำเข้าชาวต่างชาติก็จะต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อของจำนวนเท่าเดิม (หรืออีกมุมนึงคือ เงินเท่าเดิมซื้อของได้น้อยลง)

ตัวอย่าง ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า

สมมติว่า นาย A เป็นชาวสวีเดน นำเข้าเพชรจากนาย B ที่อยู่ประเทศไทย เพื่อนำไปขายต่อ

และสมมติว่า เพชรที่นาย A นำเข้าจากไทยมาโดยตลอดมีเกรดเดียว โดยราคาอยู่ที่ 200,000 บาทต่อ 1 กะรัต

ดังนั้น ถ้านาย A สั่งเพชร 10 ชนิดดังกล่าว 10 กะรัต (มูลค่าเป็นเงินบาทคือ 2,000,000 บาท)

นาย A จะต้องแลกเงินยูโร (Euro) เป็นเงินบาทเพื่อจ่ายเงินให้ B เป็นเงินบาทไทยจำนวน 2 ล้านบาท

1 เดือนที่แล้ว อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ยูโร ต่อ 35.55 บาท

A ต้องใช้เงินยูโรประมาณ 56,259 ยูโรเพื่อแลกเงินบาท 2 ล้านบาท

วันนี้  อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ยูโร ต่อ 33 บาท

A ต้องใช้เงินยูโรทั้งหมด 62,500 ยูโรเพื่อแลกเงินบาท 2 ล้านบาท

จะเห็นว่าจากตัวอย่าง อยู่ดี ๆ นาย A ก็ต้องจ่ายเงินมากขึ้นถึง 6,241 ยูโร (จ่ายเพิ่มประมาณ 200,000 บาทแบบงงๆ) โดยที่ได้สินค้าเท่าเดิม ขายได้ราคาเดิม กำไรเท่าเดิม หรือพูดง่าย ๆ คือ ต้นทุนเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากตัวอย่างเป็นแค่การสั่งเพชร 10 กะรัต แต่ในความเป็นจริงไม่ได้สั่งกันแค่นี้แน่นอน ดังนั้น ความเสียหายจากอัตราแลกเปลี่ยน ก็จะไม่ใช่แค่ 6,000 ยูโรอย่างแน่นอน


ทางออกของ A

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่นาย A รับไม่ไหวกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยน

นาย A ก็จะหันไปซื้อสินค้ากับพ่อค้าเพชรรายอื่นแทน (ประเทศอื่น) ที่ขายเพชรเกรดเดียวกัน ราคาเดียวกัน เพียงแต่ไม่ได้ซื้อขายเป็นเงินบาทที่ได้ความเสียหายจากอัตราแลกเปลี่ยน

สรุป ผลเสียของเงินบาทแข็งค่าต่อการส่งออก ทั้งหมดแบบสั้น ๆ คือ ผู้ซื้อจะหนีไปซื้อสินค้าจากผู้ขายรายอื่นในประเทศอื่น


วิธีรับมือ เงินบาทแข็งค่า

การรับมือกับ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ส่งออก สามารถป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จากการที่ เงินบาทแข็งค่า ได้ในเบื้องต้นตั้งแต่อัตราแลกเปลี่ยนจะเกิดความผันผวน

โดยเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจะทำหน้าที่เป็นเหมือนประกัน ถ้าหากว่าอัตราแลกเปลี่ยนเกิดความผันผวนจน เงินบาทแข็งค่า เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เหล่านี้ก็จะช่วยชดเชย ความเสียหายจากอัตราแลกเปลี่ยน (เหมือนกับการทำประกัน)


สำหรับ เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ก็จะมีอยู่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น

Forward Contract
Future Contract
Currency Options
บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD)

ซึ่งการเลือกใช้ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนและความรู้ของผู้ส่งออก รวมไปถึงการคาดการณ์ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน


 

About greedisgoods

สวัสดี! อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่าง

View all posts by greedisgoods →