เงินแข็ง กับ เงินอ่อน คือ อะไร ? ต่างกันอย่างไร ?

เงินแข็ง คือ เงินอ่อน คือ เงินแข็ง เงินอ่อน ค่าเงิน สกุลเงิน

เงินแข็ง กับ เงินอ่อน คือ อะไร ? เงินแข็งและเงินอ่อน ได้อย่างไร และแตกต่างกันอย่างไร? แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เงินแข็งหรือเงินอ่อน !?


ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า เงินแข็ง กับ เงินอ่อน เป็นเรื่องเกี่ยวกับ มูลค่าของเงิน ระหว่าง 2 สกุลเงิน ที่มีมูลค่าเปลี่ยนไป โดยทั้ง เงินแข็ง เงินอ่อน จะเกิดขึ้นในทิศทางตรงข้ามกันเสมอเมื่อเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง

เช่น อัตราแลกเปลี่ยนละหว่าง เงินดอลลาร์สหรัฐ ต่อ เงินบาทไทย คือ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 35 บาท เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนไป สมมติ ว่าเปลี่ยนไปเป็น 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 31 บาท

มุมมองจากด้านเงินบาท คือการที่ เงินบาทแข็งค่า เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ
มุมมองจากด้านเงินดอลลาร์ คือการที่ เงินดอลลาร์อ่อนค่า เมื่อเทียบกับเงินบาท

ถ้ายังงงอยู่ ลองอ่านที่มาของเงินแข็งเงินอ่อน รวมถึงวิธีดูว่าเงินแข็งค่าหรือเงินอ่อนค่า



วิธีสังเกตว่า เงินแข็ง หรือ เงินอ่อน

วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะสามารถเข้าใจ เงินแข็งกับเงินอ่อน คือ ให้คิดว่าเงินแต่ละสกุลเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง เงินแข็ง และ เงินอ่อน คือการเปลี่ยนไปของราคาสินค้านั่นเอง

เงินแข็ง คือ เงินสกุลหนึ่งมีราคาแพงขึ้น เมื่อใช้เงินอีกสกุลหนึ่งไปซื้อ (แลกเงิน)

เงินอ่อน คือ เงินสกลุหนึ่งราคาถูกลง เมื่อใช้เงินอีกสกุลซื้อ (แลกเงิน)

เพื่อที่จะให้เข้าใจง่ายๆ จะยกตัวอย่างแยกระหว่าง เงินแข็ง กับ เงินอ่อน เพิ่มเติมด้านล่าง


เงินแข็ง (Appreciation)

เงินแข็ง คือ การที่มูลค่าของเงินสกุลหนึ่ง (เงินสกุล A) มีค่ามากขึ้นจากเดิมเมื่อเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง (เงินสกุล B)

ตัวอย่าง เงินบาทแข็ง เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

จากเดิม 35 บาท มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบัน 34 บาท มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

จากตัวอย่างจะเห็นว่า เงินบาทมีค่ามากขึ้น
เพราะก่อนหน้านี้ต้องใช้ถึง 35 บาท เพื่อแลกกับเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันใช้เพียงแค่ 34 บาท ก็แลกได้แล้ว

เพิ่มเติม หรือถ้าหากว่าเรามองในมุมดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าน้อยลง (แลกเงินบาทได้น้อยลง)
หรือก็คือเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท

เงินอ่อน (Depreciation)

เงินอ่อน คือ การที่มูลค่าของเงินสกุลหนึ่ง (เงินสกุล A) มีค่าน้อยลงจากเดิมเมื่อเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง (เงินสกุล B)

ตัวอย่าง เงินบาทอ่อน เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

จากเดิม 34 บาท มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบัน 35 บาท มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

จากตัวอย่างจะเห็นว่า เงินบาทมีค่าลดลง
เพราะก่อนหน้านี้ต้องใช้แค่ 34 บาท เพื่อแลกกับเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันต้องใช้ถึง 35 บาท

เพิ่มเติม หรือถ้าหากว่าเรามองในมุมดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่ามากขึ้น (แลกเงินบาทได้มากขึ้น)
หรือก็คือเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท


สาเหตุที่ทำให้ เงินแข็งและเงินอ่อน

เงินแข็งและเงินอ่อน มีหลักสาเหตุมาจาก Demand และ Supply ของค่าเงินนั้นๆ ให้คิดว่าเงินเป็นเหมือนสินค้าชนิดหนึ่งที่ต้องเอาเงินอีกสกุลไปแลก (ในกรณีที่อัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลนั้นเป็นแบบลอยตัว หรือ แบบลอยตัวภายใต้การแทรกแซง)

เงินแข็ง เกิดจาก ความต้องการเงินสกุลนั้นๆ (Demand) > จำนวนเงินสกุลนั้นๆ (Supply)

เงินอ่อน เกิดจาก ความต้องการเงินสกุลนั้นๆ (Demand) < จำนวนเงินสกุลนั้นๆ (Supply)

แล้วอะไรหล่ะที่ทำให้คนมีความต้องการ (หรือไม่ต้องการ) เงินสกุลนั้นๆ จนทำให้เงินสกุลนั้นแพงขึ้น (แข็งค่า)

เงินแข็ง (Appreciation)

สาเหตุที่ทำให้ เงินแข็ง คือ อะไรก็ตามทำให้เกิดความต้องการเงินสกุลนั้น

  1. เกินดุลการค้ามากๆ (ส่งออก มากกว่า นำเข้า) เพราะการที่ส่งออกก็คือการที่ต่างชาติซื้อสินค้าเรา เงินที่ได้มาก็จะเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ทำให้เราต้องไปแลกเงินสกุลต่างประเทศนั้นเป็นเงินบาท
  2. Fund Flow จากต่างประเทศไหลเข้ามามากๆ การที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน ตอนมาเค้าถือเงินประเทศเค้ามา เมื่อต่างชาติต้องการซื้อตราสารต่างๆ ก็ต้องแลกเป็นเงินบาทก่อน
  3. ความเชื่อมั่น ถ้าใครๆก็เชื่อมั่นว่าประเทศนั้น สกุลเงินนั้นดีอย่างงั้นอย่างงี้ ไม่ค่อยผันผวน คนเหล่านั้นก็จะแลกเงินประเทศนั้นเก็บไว้ (ลองไปค้นว่า safe haven ดู)
  4. ธนาคารกลาง หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปแทรกแซง
  5. อื่นๆ …

เงินอ่อน (Depreciation)

สาเหตุที่ทำให้เงินอ่อน (อะไรทำให้คนไม่ต้องการเงินสกุลนั้น จนต้องแลกเป็นเงินสกุลอื่น)

  1. Fund Flow จากต่างประเทศไหลเข้ามามากๆ การที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน ตอนมาเค้าถือเงินประเทศเค้ามา แต่เมื่อต่างชาติต้องการซื้อตราสารต่างๆ ก็ต้องแลกเป็นเงินบาทก่อน
  2. ขาดดุลการค้ามากๆ (นำเข้า มากกว่า ส่งออก) การที่จะซื้อของจากต่างประเทศ เราก็ต้องแลกจากบาทเป็นเงินต่างประเทศเช่นกัน
  3. ความเชื่อมั่น ถ้าไม่มีใครเชื่อมั่นประเทศ A คนเหล่านั้นก็จะแลกเงินประเทศ A ที่มีไปเป็นเงินสกุลอื่น
  4. ธนาคารกลาง หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปแทรกแซง
  5. อื่นๆ …

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก เงินแข็ง และ เงินอ่อน

ผู้ที่ได้รับผลดีจากเงินแข็ง คือ ผู้นำเข้า หรือ ใครก็ตามที่ต้องการเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินอีกสกุล สมมติว่า  A ต้องการซื้อวัตถุดิบจากอเมริกา ราคา $1000

โดยก่อนหน้า $1 = ฿35 (วัตถุดิบที่ว่าก็จะเป็นราคา 35000 บาท) แต่ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าเป็น $1 = ฿ 34 (วัตถุดิบที่ว่าราคาก็จะเหลือแต่ 34000 บาท)

ในทางกลับกันผู้ที่ได้รับผลเสียจากเงินแข็ง ก็คือผู้ส่งออก เพราะสินค้าที่ส่งออกไปจะถูกมองว่าแพงขึ้นในสายตาต่างประเทศ

ผู้ที่ได้รับผลดีจากเงินอ่อน ผู้ส่งออก หรือ ใครก็ตามที่ต้องการเปลี่ยนเงินสกุลต่างประเทศ เป็นเงินบาท สมมติว่า  B ส่งออกสินค้า Cไปอเมริกา ราคา  35000 บาท


โดยก่อนหน้า $1 = ฿34 (ต่างชาติใช้เงิน $10000 ซื้อสินค้า G แล้วยังเหลือเงินอีก 1000 บาท) แต่ปัจจุบันเงินบาทอ่อนค่าเป็น $1 = ฿ 35 (ต่างชาติใช้เงิน $10000 ซื้อสินค้า G ได้ชิ้นเดียวโดยไม่เหลือเงินซักบาท)

ในทางกลับกันผู้ที่ได้รับผลเสียจากเงินอ่อน ก็คือ ผู้นำเข้า (Importer) ที่ต้องนำเข้าสินค้าด้วยราคาที่แพงขึ้น

เว็บไซต์สำหรับเปรียบเทียบค่าเงิน

XE Currency – https://www.xe.com/currencyconverter/
Bloomberg – https://www.bloomberg.com/markets/currencies

หรือถ้าไม่ถูกใจใช้ยากไป ลอง Search Google ไปว่า “Currency Converter” ก็จะเจอเครื่องมือสำหรับแปลงค่าเงินอีกเพียบ


About greedisgoods

สวัสดี! อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่าง

View all posts by greedisgoods →