Home Economics เงินแข็ง กับ เงินอ่อน คือ อะไร? ต่างกันอย่างไร?

เงินแข็ง กับ เงินอ่อน คือ อะไร? ต่างกันอย่างไร?

by greedisgoods
เงินแข็ง คือ เงินอ่อน คือ เงินแข็ง เงินอ่อน ค่าเงิน สกุลเงิน

เงินแข็ง เงินอ่อน คือ อะไร แตกต่างกันอย่างไร? เงินแข็งค่า กับ เงินอ่อนค่า ได้อย่างไร? อะไรทำให้ เงินบาทแข็งค่า หรือ เงินบาทอ่อนค่า และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน

เงินแข็ง กับ เงินอ่อน คือ การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าของเงินระหว่างเงิน 2 สกุลเงิน ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนในการแลกเงินจากสกุลหนึ่งไปเป็นอีกสกุลหนึ่ง เช่น การแลกเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นเงินบาทไทย (THB) โดยคำว่า เงินแข็ง เงินอ่อน คือ คำที่ใช้เรียกการที่เงินสกุลหนึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้น/ลดลงเมื่อเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง

สำหรับใครที่ต้องการทำความเข้าใจกับ เงินแข็งค่า และ เงินอ่อนค่า แบบรวบรัด การที่ต้องใช้เงินบาทในการแลกเป็น 1 ดอลลาร์เพิ่มขึ้น (จากช่วงเวลาก่อนหน้า) เรียกว่า เงินบาทอ่อน และในกรณีตรงกันข้ามถ้าจำนวนเงินบาทที่ต้องใช้แลกเป็น 1 ดอลลาร์ลดลงจะเรียกว่า เงินบาทแข็ง

ตัวอย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง เงินดอลลาร์สหรัฐ ต่อ เงินบาทไทย คือ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 35 บาท เมื่อเวลาผ่านไปอัตราแลกเปลี่ยนอาจเปลี่ยนไป สมมติว่าเปลี่ยนไปเป็น 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 31 บาท

มุมมองด้านเงินบาท คือ เงินบาทแข็งค่า เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ (เงินบาทมีค่ามากขึ้น)
มุมมองด้านเงินดอลลาร์ คือ เงินดอลลาร์อ่อนค่า เมื่อเทียบกับเงินบาท (ดอลลาร์มีค่าน้อยลง)

เงินแข็ง และ เงินอ่อน คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอในทิศทางตรงข้ามกัน เพราะอย่างที่บอกว่า เงินอ่อนค่า และ เงินแข็งค่า คือ สิ่งที่เกิดจากการเทียบกันของ 2 ค่าเงิน นั่นหมายความว่าถ้าเงินสกุลหนึ่งแข็งค่า เงินอีกสกุลหนึ่งที่นำมาเปรียบเทียบจะอ่อนค่า

แต่ถ้าหากยังไม่เข้าใจหรือสนใจในรายละเอียดของ เงินบาทแข็งค่า เงินบาทอ่อนค่า เกี่ยวกับที่มาและสาเหตุของการที่ เงินแข็งค่า และ เงินอ่อนค่า ในส่วนต่อไปเราจะมาทำความเข้าใจกับที่มาของ เงินแข็ง เงินอ่อน รวมถึงวิธีดูว่าเงินแข็งค่าหรือเงินอ่อนค่าแบบละเอียดทีละขั้นตอน

เงินแข็งค่า เงินอ่อนค่า ต่างกันอย่างไร?

อย่างที่อธิบายในตอนต้นว่า เงินแข็ง เงินอ่อน คือ เรื่องเกี่ยวกับการที่มีมูลค่าของเงินสกุลหนึ่งที่ต้องใช้แลกเป็นเงินอีกสกุลหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ดังนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะสามารถเข้าใจ เงินแข็ง เงินอ่อน คือ ให้คิดว่าเงินแต่ละสกุลเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง เงินอ่อนค่า และ เงินแข็งค่า คือ การเปลี่ยนไปของราคาสินค้านั่นเอง

  • เงินแข็งค่า คือ การที่เงินสกุลหนึ่งมีราคาแพงขึ้น เมื่อใช้เงินอีกสกุลหนึ่งซื้อ (แลกเงิน)
  • เงินอ่อนค่า คือ เงินสกลุหนึ่งราคาถูกลง เมื่อใช้เงินอีกสกุลซื้อ (แลกเงิน)

เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจ เราจะยกตัวอย่างแยกระหว่าง เงินแข็ง กับ เงินอ่อน เพิ่มเติมด้านล่าง

เงินแข็งค่า คือ อะไร?

เงินแข็ง คือ การที่มูลค่าของเงินสกุลหนึ่ง (เงินสกุล A) มีค่ามากขึ้นจากเดิม เมื่อนำไปเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง (เงินสกุล B) ตัวอย่างเช่น เงินบาทแข็งค่า เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD)

จากเดิมเงินจำนวน 35 บาท มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบันเงินจำนวน 34 บาท มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

จากตัวอย่างถ้าเทียบเงินดอลลาร์เป็นสินค้าจะเห็นว่า เงินบาทมีค่ามากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ต้องใช้ถึง 35 บาท เพื่อแลกกับเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันใช้เพียงแค่ 34 บาท ก็แลกได้แล้ว

เงินแข็งค่า คือ เงินแข็ง เงินบาทแข็งค่า คือ

เพิ่มเติม ถ้าหากว่ามองในมุมดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าน้อยลง (แลกเงินบาทได้น้อยลง) หรือก็คือเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาทนั่นเอง

เงินอ่อนค่า คือ อะไร?

เงินอ่อน คือ การที่มูลค่าของเงินสกุลหนึ่ง (เงินสกุล A) มีค่าน้อยลงจากเดิม เมื่อเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง (เงินสกุล B) ตัวอย่าง เงินบาทอ่อนค่า เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

จากเดิม 34 บาท มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบัน 35 บาท มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

จากตัวอย่างจะเห็นว่า เงินบาทมีค่าลดลง เพราะก่อนหน้านี้ใช้แค่ 34 บาท ก็สามารถแลก 1 ดอลลาร์สหรัฐได้แล้ว แต่ปัจจุบันต้องใช้ถึง 35 บาท จึงจะสามารถแลกเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐได้

เงินอ่อนค่า คือ เงินอ่อน เงินบาทอ่อนค่า คือ อัตราแลกเปลี่ยน

เพิ่มเติม หรือถ้าหากว่าเรามองในมุมดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่ามากขึ้น (แลกเงินบาทได้มากขึ้น) หรือก็คือเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท


สาเหตุของ เงินแข็ง เงินอ่อน

สาเหตุหลักของ เงินแข็ง เงินอ่อน คือ ปริมาณความต้องการและปริมาณเงินของเงินสกุลนั้น (Demand และ Supply ของเงิน) อย่างที่ได้อธิบายในตอนต้นว่าให้คิดว่าเงินเป็นเหมือนสินค้าชนิดหนึ่งที่ต้องเอาเงินอีกสกุลไปแลก

อย่างไรก็ตาม เงินอ่อนค่า และ เงินแข็งค่า คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินนั้นเป็นแบบลอยตัว หรือ แบบลอยตัวภายใต้การแทรกแซง ที่มีการปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณความต้องการของตลาด

เงินแข็ง คือ สิ่งที่เกิดจาก ความต้องการเงินสกุลนั้นๆ (Demand) > จำนวนเงินสกุลนั้นๆ (Supply)

เงินอ่อน คือ สิ่งที่เกิดจาก ความต้องการเงินสกุลนั้นๆ (Demand) < จำนวนเงินสกุลนั้นๆ (Supply)

ดังนั้นคำตอบของคำถามว่า อะไรคือสาเหตุของเงินแข็งค่าและเงินอ่อนค่าจะอยู่ที่ว่าแล้วอะไรที่ทำให้คนมีความต้องการหรือไม่ต้องการเงินสกุลนั้น จนทำให้เงินสกุลนั้นแพงขึ้น (แข็งค่า) หรือถูกลง (อ่อนค่า)

เงินบาทแข็งค่า มีสาเหตุจากอะไร?

สาเหตุที่ทำให้ เงินแข็ง คือ อะไรก็ตามทำให้เกิดความต้องการ (Demand) เงินสกุลนั้น โดยในที่นี้เราจะพูดถึงทั้ง 4 ปัจจัยหลักๆ ที่สามารถจะเป็น สาเหตุที่ทำให้ เงินบาทแข็งค่า

เกินดุลการค้ามากๆ (ส่งออกมากกว่านำเข้า) เพราะการที่ส่งออกก็คือการที่ต่างชาติซื้อสินค้าของเรา เงินที่ได้มาก็จะเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ทำให้เราที่เป็นผู้ขายหรือผู้ส่งออกต้องแลกเงินสกุลต่างประเทศนั้นกลับเป็นเงินบาท เพื่อใช้ในประเทศไทยต่อไป

Fund Flow หรือเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามามากๆ จากการที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน ซึ่งการเข้ามาลงทุนนักลงทุนต่างชาติจะถือเงินประเทศของเขาเข้ามา แต่เมื่อต่างชาติต้องการซื้อหลักทรัพย์ต่างๆ เพื่อลงทุน นักลงทุนเหล่านั้นก็จะต้องแลกเงินเป็นเงินบาทก่อน

ความเชื่อมั่นในเงินสกุลนั้น ถ้าหากว่านักลงทุนต่างเชื่อมั่นว่าประเทศนั้นหรือสกุลเงินนั้นมีความเสี่ยงต่ำที่จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ นักลงทุนเหล่านั้นก็จะพากันแลกเงินของประเทศนั้นเก็บเอาไว้ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ Safe Haven (อ่านต่อ)

การแทรกแซงค่าเงินธนาคารกลาง หรือในกรณีของไทยก็คือ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน

เงินบาทอ่อนค่า สาเหตุมาจากอะไร?

ในทางตรงกันข้าม สาเหตุที่ทำให้ เงินอ่อน คือ อะไรก็ตามที่ทำให้คนไม่ต้องการเงินสกุลนั้น ทำให้ต้องแลกเงินสกุลนั้นไปเป็นเงินสกุลอื่น ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ เงินบาทอ่อนค่า คือ ด้านตรงข้ามของสิ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่านั่นเอง

ขาดดุลการค้ามากๆ (นำเข้ามากกว่าส่งออก) การที่จะซื้อของจากต่างประเทศ หมายความว่าจะต้องแลกจากเงินบาทเป็นเงินต่างประเทศ โดยการขาดดุลคือการที่การส่งออกน้อยกว่านำเข้า นั่นหมายความว่าการแลกเงินบาทไปเป็นเงินต่างประเทศจะมากกว่าการแลกเงินต่างประเทศเป็นเงินบาท

Fund Flow ของนักลงทุนต่างไหลออกจากประเทศ การที่นักลงทุนต่างชาติจะเลิกลงทุนในไทย นักลงทุนเหล่านั้นก็จะแลกเงินลงทุนที่เคยลงทุนในไทย (ซึ่งเป็นเงินบาท) กลับไปเป็นเงินสกุลที่นักลงทุนเหล่านั้นต้องการ

ความเชื่อมั่น ถ้าไม่มีใครเชื่อมั่นประเทศ A คนเหล่านั้นก็จะแลกเงินประเทศ A ที่มีไปเป็นเงินสกุลอื่น หรือไม่สนใจที่จะแลกเงินเป็นเงินของประเทศ A

การแทรกแซงค่าเงินจากธนาคารกลาง (Central Bank) ในกรณีของประเทศไทย ธนาคารกลางของไทย คืออ ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand)

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก เงินแข็ง และ เงินอ่อน

ผู้ที่ได้ประโยชน์จาก เงินแข็ง คือ ผู้นำเข้า (Importer) หรือใครก็ตามที่ต้องเปลี่ยนเงินสกุลนั้นๆ เป็นเงินอีกสกุล (ในกรณีนี้เราจะยกตัวอย่างว่าเป็นเงินบาท) สมมติว่า  A ต้องการซื้อวัตถุดิบจากอเมริกา ราคา $1000

ก่อนหน้านี้ $1 = ฿35 (วัตถุดิบที่ว่าก็จะเป็นราคา 35,000 บาท) แต่ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าเป็น $1 = ฿ 34 (วัตถุดิบที่ว่าราคาก็จะเหลือแค่ 34,000 บาท)

ในทางกลับกันผู้ที่ได้รับผลเสียจากเงินแข็งค่า ก็คือผู้ส่งออก (Exporter) เพราะสินค้าที่ส่งออกไปจะถูกมองว่าแพงขึ้นในสายตาต่างประเทศ

ผู้ที่ได้รับผลดีจาก เงินอ่อน คือ ผู้ส่งออก (Exporter) หรือใครก็ตามที่ต้องการเปลี่ยนค่าเงินต่างประเทศกลับมาเป็นเงินสกุลที่อ่อนค่า (ในที่นี้จะยกตัวอย่างการแลกเงินกลับเป็นเงินบาท) สมมติว่า  B ส่งออกสินค้า Cไปอเมริกา ราคา  35,000 บาท

โดยก่อนหน้า $1 = ฿34 (ต่างชาติใช้เงิน $10,000 ซื้อสินค้า G แล้วยังเหลือเงินอีก 1,000 บาท) แต่ปัจจุบันเงินบาทอ่อนค่าเป็น $1 = ฿ 35 (ต่างชาติใช้เงิน $10,000 ซื้อสินค้า G ได้แค่ชิ้นเดียวโดยไม่เหลือเงินซักบาท)

และในทางกลับกันผู้ที่ได้รับผลเสียจากการที่เงินอ่อนค่า ก็คือผู้นำเข้า (Importer) ที่ต้องนำเข้าสินค้าด้วยราคาที่แพงขึ้น

เว็บไซต์สำหรับเปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินแต่ละสกุล

XE Currency – https://www.xe.com/currencyconverter/
Bloomberg – https://www.bloomberg.com/markets/currencies

หรือถ้าหากไม่ถูกใจหรือรู้สึกว่าซับซ้อนเกินไป ลอง Search Google ด้วยคำว่า “Currency Converter” ก็จะเจอเครื่องมือสำหรับแปลงค่าเงินอื่นๆ

บทความที่เกี่ยวข้อง