Home Investment เงินได้พึงประเมิน คือ อะไร? หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่บ้าง

เงินได้พึงประเมิน คือ อะไร? หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่บ้าง

by greedisgoods
เงินได้พึงประเมิน คือ เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ภาษี รายได้พึงประเมิน

เงินได้พึงประเมิน คืออะไร? มาดูความแตกต่างของ เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท และวิธีหักค่าใช้จ่ายเงินได้แต่ละประเภท

เงินได้พึงประเมิน คือ ประเภทเงินได้ 8 ประเภท ตามเงื่อนไขประมวลรัษฎากรที่ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษี โดยการแบ่งกลุ่ม เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท จะแบ่งกลุ่มรายได้ตามลักษณะของอาชีพหรืองานที่ทำให้เกิดเงินได้ก้อนนั้น เนื่องจากกฎหมายมองว่าแต่ละอาชีพมีต้นทุนที่ต่างกัน

หน้าที่หลักของ เงินได้พึงประเมิน คือ การกำหนดว่าผู้มีเงินได้จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ด้วยวิธีไหนและหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดเท่าไหร่ รวมถึงใช้แยกประเภทผู้มีเงินได้ที่มี เงินได้พึงประเมิน บางประเภทซึ่งจะต้องยื่นภาษีครึ่งปี

แม้ว่า เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท จะเรียกว่า “เงินได้” แต่สิ่งที่สามารถนับเป็น เงินได้พึงประเมิน ไม่ได้มีแค่เงิน แต่จะรวมไปถึง เครดิตภาษีเงินปันผล เงินภาษีที่คนอื่นจ่ายแทนคุณ สิทธิประโยชน์และทรัพย์สินที่คำนวณเป็นเงินได้ อย่างเช่น การได้รับโอนหุ้น และการที่นายจ้างให้ที่พักพนักงาน

พูดแบบง่ายๆ เงินได้พึงประเมิน คือ อะไรก็ตามที่ได้มาแล้วทำให้คุณรวยขึ้น และคุณอยู่ในเงื่อนไขที่ต้องเสียภาษี (นายจ้างให้ที่พักพนักงาน = คุณไม่ต้องจ่ายค่าที่พักเอง) คุณก็จะต้องนำรายได้เหล่านั้นที่ได้รับระหว่างปีภาษีมาเป็น เงินได้พึงประเมิน

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท มีอะไรบ้าง

เงินได้พึงประเมิน คือ ประเภทเงินได้ที่แบ่งเป็น 8 ประเภท โดยรายละเอียดของ เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ตามมาตรา 40 ประมวลรัษฎากร ม.40(1) ถึง ม.40(8) แต่ละประเภทมีรายละเอียดคร่าวๆ ดังนี้

  1. เงินได้จากการจ้างงาน เช่น เงินเดือนของพนักงานเงินเดือน
  2. เงินได้จากค่าจ้างเป็นครั้งคราว เช่น ค่านายหน้า การจ้างงานเป็นครั้งคราว
  3. เงินได้จากค่า Goodwill ต่างๆ เช่น ค่าลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร
  4. รายได้ที่มาจาก ดอกเบี้ย และ เงินปันผล
  5. รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน จากการผิดสัญญาเช่าซื้อหรือซื้อขาย
  6. เงินได้จากวิชาชีพ ได้แก่ โรคศิลป กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี และประณีตศิลปกรรม
  7. เงินได้จากการรับเหมา ที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนจัดหาสัมภาระนอกจากเครื่องมือ 
  8. รายการที่ไม่อยู่ใน เงินได้พึงประเมิน ประเภทที่ 1 ถึง 8 เช่น ธุรกิจ เกษตร อุตสาหกรรม ขนส่ง และการขายอสังหาริมทรัพย์

ผู้เสียภาษี 1 คนอาจมี เงินได้พึงประเมิน มากกว่า 1 ประเภทก็ได้ เช่น นาย A ทำงานประจำและมีอาชีพเสริมเป็น Programmer Freelance ก็จะมีทั้ง เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 ซึ่งนาย A ก็ต้องหักค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องตามเงินที่ได้มาแต่ละช่องทาง เพื่อนำไปใช้คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อไป

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1

เงินได้ประเภทที่ 1 คือ เงินจากการจ้างแรงงาน ตัวอย่างเช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง เบี้ยหวัด เงินโบนัส เงินบำนาญ และเงินได้อื่นๆ ที่ผู้มีเงินได้ได้รับจากจ้างงาน

นอกจากนี้ เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ยังรวมไปถึงผลประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจากการจ้างงาน อย่างเช่น ค่าเช่าบ้านที่ได้จากบริษัท การที่บริษัทออกค่าที่อยู่ให้พนักงาน เงินค่ารับประทานอาหาร การที่นายจ้างจ่ายหนี้ให้ลูกจ้าง เป็นต้น

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และในกรณีที่ผู้มีเงินได้มีเงินได้ทั้ง เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 ให้นำเงินได้ทั้ง 2 ประเภทรวมกัน แต่หักได้ไม่เกิน 100,000 บาท

ตัวอย่างเช่น นางสาว B เงินเดือนรวมทั้งปีภาษี 600,000 บาท 50% เท่ากับ 300,000 บาท แต่เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 หักได้สูงสุดแค่ 100,000 บาท ทำให้การหักค่าใช้จ่ายของ นางสาว A ในส่วนนี้ทำได้แค่ 100,000 บาทเท่านั้น

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 คือ เงินได้จากค่าจ้างทั่วไปจากการรับทำงานให้เป็นครั้งคราว (ไม่ใช่การจ้างถาวรแบบพนักงานบริษัท) โดยรายได้ที่พบได้บ่อยของ เงินได้พึงประเมิน ประเภทนี้คือ งานฟรีแลนซ์ ค่านายหน้า ค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียม การรับรีวิวสินค้า ค่าตอบแทนของพริตตี้ พิธีกร และ MC เป็นต้น

และเช่นเดียวกันกับ เงินได้ประเภทที่ 1 คือจะไม่ได้มีแค่เงินเท่านั้นที่เข้าเกณฑ์ แต่ยังรวมไปถึงผลประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มเติมจากการจ้างงานชั่วคราวด้วย อย่างเช่น การจ่ายหนี้ให้ และค่าเบี้ยประชุมที่ผู้ว่าจ้างออกให้

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท แต่ถ้าผู้มีเงินได้มี เงินได้พึงประเมิน ทั้งประเภทที่ 1 และ 2 ให้นำเงินได้ทั้ง 2 ประเภทรวมกัน แต่หักได้ไม่เกิน 100,000 บาท

ตัวอย่างเช่น นางสาว C เป็นพนักงานประจำ มีเงินเดือนรวมกันทั้งปี 300,000 บาท และรับงานฟรีแลนซ์ออกแบบเว็บไซต์ทำเงินได้ทั้งปี 600,000 บาท เมื่อรวมกันจะเห็นว่า มีเงินได้รวมทั้งหมด 900,000 บาทตลอดปีภาษี 50% คือ 450,000 บาท แต่จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้แค่ 100,000 บาทเท่านั้น

เงินได้พึงประเมิน คือ ภาษี เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท เงินได้ประเภทที่ 1 2 3

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 คือ เงินได้จากค่าแห่งกู๊ดวิลล์ (Goodwill) หรือ ค่าความนิยม พูดง่ายๆ เงินได้พึงประเมิน ประเภทนี้ คือ รายได้ที่มาจาก ค่าลิขสิทธิ์ ค่าสิทธิบัตร ค่าความนิยม ค่าทรัพย์สินทางปัญญา เครื่องหมายการค้า สูตร ค่าเฟรนไชส์ และทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตนอื่นๆ

สำหรับในส่วนของการหักค่าใช้จ่าย เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 คือ รายได้ที่เกี่ยวกับการลงทุนทางการเงินต่างๆ ได้แก่ ดอกเบี้ย เงินปันผลหุ้น เงินส่วนแบ่งกำไร Cryptocurrency ผลประโยชน์จากการโอนหุ้น เงินจากการเพิ่มทุน และเงินจากการลดทุน

ในส่วนของ เงินได้พึงประเมิน ที่มาจาก ดอกเบี้ย (Interest) ได้แก่ ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยพันธบัตร และดอกเบี้ยจากตั๋วเงิน

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้

แม้ว่า เงินปันผล จะเป็น เงินได้ประเภทที่ 4 ที่ไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ แต่ก็สามารถเครดิตภาษีเงินปันผลคืนได้เนื่องจากบริษัทที่จ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนได้จ่ายภาษีไปรอบหนึ่งแล้วในอัตรา 20%

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคำนวณขอ Credit ภาษีเงินปันผลได้ที่ เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร? พร้อมวิธีคำนวณง่ายๆ

เงินได้พึงประเมิน คือ หักค่าใช้จ่าย เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 คือ เงินได้หรือประโยชน์ที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ที่ได้มาจาก การให้เช่าทรัพย์สิน การผิดสัญญาเช่าซื้อ และการผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน

การหักค่าใช้จ่ายของ เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งแบบตามจริงและหักแบบอัตราเหมา โดยอัตราเหมาจะกำหนดไว้ดังนี้

  • บ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง แพ หักค่าใช้จ่ายได้ 30%
  • ที่ดินที่ใช้ในการเกษตร หักค่าใช้จ่ายได้ 20%
  • ที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตร หักค่าใช้จ่ายได้ 15%
  • ยานพาหนะ หักค่าใช้จ่ายได้ 30%
  • ทรัพย์สินอื่น หักค่าใช้จ่ายได้ 10%

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เช่าทรัพย์สินแล้วปล่อยเช่าทรัพย์สินดังกล่าวอีกทอด จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริงเท่ากับค่าเช่าที่คุณจ่ายเพื่อเช่าจากเจ้าของเดิม

ในส่วนของการหักค่าใช้จ่ายของ รายได้พึงประเมิน จากการผิดสัญญาเช่าซื้อและการผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน จะสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 20% แบบเดียวเท่านั้น

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 คือ เงินได้ที่ได้จากวิชาชีพอิสระ ได้แก่ การประกอบโรคศิลปะ กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอื่นๆ ซึ่งจะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

สำหรับในส่วนของการประกอบโรคศิลปะ จะได้แก่ ทันตกรรม เภสัชกรรม เวชกรรม เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด ผดุงครรภ์ และพยาบาล

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งแบบตามจริงและอัตราเหมา โดยกำหนดไว้ดังนี้

  • การประกอบโรคศิลปะ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% 
  • กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี ประณีตศิลปกรรม หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30%

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คือ ภาษี เงินได้พึงประเมิน คือ การหักค่าใช้จ่าย

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7 คือ เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระ (นอกจากเครื่องมือ) เช่น งานรับเหมาก่อสร้าง

เงินได้ประเภทที่ 7 สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งแบบตามจริงและแบบอัตราเหมา 60%

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 คือ เงินได้อื่นๆ ที่ไม่เข้าเงื่อนไขของ เงินได้พึงประเมิน ประเภทที่ 1 ถึง 7 อย่างเช่น เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 จะแตกต่างจาก เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ถึง 7 ตรงที่ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกันไปในแต่ละรายการ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นค่าใช้จ่ายอะไร และในกรณีที่เป็นอัตราเหมาก็อาจจะหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากันในบางรายการ

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ที่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งตามจริงและแบบเหมา 60% จะมีอยู่ทั้งหมด 43 ประเภทเงินได้ สามารถดูทั้งหมด 43 ประเภทเงินได้แบบละเอียดได้ที่ https://bit.ly/2NyRTKY

เงินได้พึงประเมิน รายการอื่นๆ ของปะเภทที่ 8 ที่หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่ไม่ใช่ 60% ได้แก่

  • นักแสดงสาธารณะ สามารถหักได้ทั้งแบบตามตริงและแบบเหมา 40-60% แต่ไม่เกิน 400,000 บาท
  • การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมรดกหรือมีคนให้มา สามารถหักได้ทั้งแบบตามตริงและแบบเหมา 50%
  • การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่มุ่งผลกำไร สามารถหักได้ทั้งแบบตามตริงและแบบเหมา 50-92%

สำหรับ เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 อื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในรายการตามด้านบนจะสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบตามจริงได้เท่านั้น

สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เงินได้พึงประเมิน ได้ที่ เว็บไซต์ของกรมสรรพากร https://www.rd.go.th/m/553.0.html

บทความที่เกี่ยวข้อง