Home Business สรุป ภาษีขายของออนไลน์ เรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังหลงประเด็น

สรุป ภาษีขายของออนไลน์ เรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังหลงประเด็น

by greedisgoods
ภาษีขายของออนไลน์ ภาษีออนไลน์

สรุป ภาษีขายของออนไลน์ มาดูกันว่ากฎหมายใหม่เกี่ยวกับ ภาษีขายของออนไลน์ มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง และมาทำความเข้าใจกับเรื่องที่หลายคนยังมีความเข้าใจผิดกับการ เสียภาษีขายของออนไลน์


หลังจากเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา สนช. ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งครั้งนี้มีประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นก็คือการเปิดเผยข้อมูลของบัญชีที่เข้าข่ายที่จะต้องเสียภาษี เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเก็บ ภาษีขายของออนไลน์

สำหรับบัญชีที่เข้าข่ายจะต้องเข้า 1 ใน 2 เงื่อนไขนี้ ได้แก่:

  1. รับโอนตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปีขึ้นไป โดยมียอดรวมของเงินในการรับโอนตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
  2. รับโอนเงินทุกบัญชีที่มีชื่อเดียวกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป

ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎหมายนี้ก็คือ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ที่รับชำระเงินผ่านการโอนเงิน Internet Banking อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 เงื่อนไขจะไม่นับรวมการโอนเงินเข้าบัญชีตนเอง

ซึ่งถ้าบัญชีใครเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง (ไม่ใช่เฉพาะคนที่ ขายของออนไลน์) ธนาคารก็จะส่งข้อมูลไปให้สรรพากรตรวจสอบเพื่อเก็บภาษีต่อไป โดยกฎหมายนี้จะเริ่มใช้ปี 2562 และไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้นปีไม่ต้องกลัวหรือเตรียมหลักฐานให้วุ่นวาย

ถ้าใช้จริงแล้วพบว่าจำนวนครั้งของการรับโอนน้อยเกินไปก็อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต (จริงๆ 400 ครั้งก็เพิ่มมาจาก 200 ครั้ง จากร่าง พ.ร.บ. ในช่วงแรก)


สิ่งที่หลายคนยังเข้าใจผิด

สำหรับรายละเอียดของกฎหมายที่หลายคนเรียกว่า ภาษีขายของออนไลน์ ก็จะเป็นไปตามรายละเอียดด้านบน แต่หลายวันที่ผ่านมาดูเหมือนหลายคนจะยังเข้าใจผิดอยู่หลายอย่างเกี่ยวกับกฎหมายนี้อยู่

และนี่คือเรื่องที่หลายคนยังเข้าใจผิดกันอยู่ที่เห็นได้ทั่วไป (โดยเฉพาะใน Social Media ต่างๆ)

ครบจำนวนส่งข้อมูลให้ตรวจสอบ

อย่างที่บอก ถ้าเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ธนาคารจะส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร “ตรวจสอบ” แต่จะเรียกหรือไม่เรียกก็ขึ้นอยู่กับรายได้คุณ ไม่ใช่จำนวนครั้งครบแล้วจะเรียกคุณไปจ่ายภาษีทันที ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นมีอยู่ 3 กรณี คือ

  1. รายได้คุณไม่ถึง สรรพากรก็จะไม่เรียกไปจ่ายภาษี
  2. จริงๆแล้วรายได้คุณไม่ถึง แต่สรรพากรเรียกไปคุย คุณก็แค่ไปคุย (ยิ่งมีหลักฐานยิ่งง่าย)
  3. รายได้คุณถึง ตามหลักแล้วคุณก็ต้องจ่ายภาษีอยู่แล้ว (ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ)

ถ้าถามว่าใครจะเดือดร้อนจากประเด็นนี้จริงๆ ก็คือคนที่มีรายได้ในระดับต้องเสียภาษี แต่เลี่ยงการเสียภาษีมาโดยตลอด


นับแค่ “รับโอน”

การโอนเงินเพื่อจ่าย และการโอนเงินระหว่างบัญชีของตนเองไม่เกี่ยว!!

แน่นอนว่าคนที่จ่ายบ่อยๆ โอนซื้อของบ่อยๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับกฎหมายนี้


เตรียมตัวอย่างไรกับ ภาษีขายของออนไลน์ ?

หลักพื้นฐานที่เป็น Common Sense มากๆ ก็คือ ภาษีจะเก็บก็ต่อเมื่อคุณมีกำไร “ย้ำว่ากำไร ไม่ใช่ยอดขาย” และกำไรต้องมากพอที่จะต้องถึงเกณฑ์เสียภาษี

กำไร = ยอดขาย – ค่าใช้จ่าย

ดังนั้นถ้าคุณโอน 10,000 ครั้งต่อปี แต่กำไรไม่ถึงจำนวนที่ต้องเสียภาษี ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีอยู่ดี (แต่ก็ต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่าย)

สำหรับคนที่มีรายได้ในระดับที่ต้องจ่ายภาษีมาก่อน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยจ่ายภาษีมาก่อน แนะนำ 5 ประเด็นที่ควรทำ เพื่อเตรียมพร้อมกับการ เสียภาษีออนไลน์ (จะได้ไม่โดนภาษีย้อนหลังจำนวนมหาศาล)

  1. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย
  2. เก็บหลักฐานที่ต้องใช้ในการยืนยันเมื่อยื่นภาษี
  3. ควรใช้บัญชีในการทำธุรกรรมบัญชีเดียว
  4. ศึกษาเกี่ยวกับภาษี เช่น การหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนภาษี
  5. ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท แนะนำให้จด VAT

นอกจากนี้ ตัวเลขที่จะนำมาคำนวณภาษี ไม่ใช่ได้กำไรเท่าไหร่ก็จะนำมาคำนวณภาษีเท่านั้น แต่จะต้องผ่าน การหักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้ และผ่าน การหักค่าลดหย่อน เพื่อให้ตัวเลขของฐานภาษีลดลง ก่อนที่จะนำไป คำนวณภาษีเงินได้แบบขั้นบันได (กรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา)


สรุปแล้วกฎหมายภาษีใหม่นี้ที่เรียกกันว่า ภาษีขายของออนไลน์ หรือ ภาษีผู้ค้าออนไลน์ โดยส่วนใหญ่จะกระทบกับ พ่อค้าแม่ค่าออนไลน์ที่รับเงินผ่านการโอน กับร้านที่เคยซื้อขายเป็นเงินสดแล้วเปลี่ยนมาใช้การจ่ายแบบโอนเงินไม่ว่าจะเป็น Prompt Pay, K Plus Shop, หรือ SCB Plug and Pay อย่างเช่นร้านอาหารที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

สาเหตุที่มีกฎหมายนี้ขึ้นมา ก็มาจากที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้มีจำนวนที่น้อยมากที่จะจ่ายภาษีเงินได้ หรือแม้กระทั้งจดทะเบียน VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) และทำการนำส่ง VAT ในขณะที่การจ่ายภาษีเป็นหน้าที่ของทุกคนที่มีรายได้ถึงดกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี

บทความที่เกี่ยวข้อง