GreedisGoods » Business » AIDA คืออะไร? การดึงดูดลูกค้าด้วยทฤษฎี AIDA Model

AIDA คืออะไร? การดึงดูดลูกค้าด้วยทฤษฎี AIDA Model

by K. Pair
AIDA คือ หลัก AIDA Model คือ ตัวอย่าง AIDA หลัก การตลาด

AIDA คือ หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับขั้นตอนในการซื้อสินค้าของลูกค้า โดยแนวคิดของ AIDA Model คือ แนวคิดที่นักขายและนักการตลาดนิยมนำมาใช้เป็นแม่แบบในการสร้างและดึงความสนใจจากลูกค้า เพื่อทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าในท้ายที่สุด

การสร้างแรงดึงดูดด้วย หลัก AIDA คือ การทำความเข้าใจกับ 4 ขั้นตอนการในซื้อของลูกค้า ซึ่งการตลาดที่นักการสามารถเข้าใจในแต่ละกระบวนการซื้อของลูกค้าจะช่วยให้เห็นว่าในแต่ละขั้นตอนการซื้อตาม AIDA Model ลูกค้าต้องการอะไรหรือคิดอะไรอยู่ เพื่อที่นักการตลาดจะสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง

สำหรับชื่อ AIDA คือ ชื่อที่มาจากอักษรย่อของ 4 ขั้ยตอนของหลัก AIDA Model ที่เป็นลำดับขั้นที่เกิดขึ้นในการซื้อสินค้าของลูกค้า ได้แก่ Attention Interest Desire และ Action ตามลำดับ โดยแต่ละส่วนมีความหมายในเบื้องต้น ดังนี้

  • Attention คือ การสร้างความสนใจ โดยการใช้สิ่งที่ช่วยกระตุ้นการสนใจของลูกค้า
  • Interest คือ การทำให้ลูกค้าสนใจในสินค้าหรือบริการด้วยการให้ข้อมูลเพิ่มเติม
  • Desire คือ การสร้างหรือทำให้ลูกค้ามีความปรารถนา (ที่จะซื้อ)
  • Action คือ การทำให้ลูกค้าลงมือ หรือตัดสินใจซื้อ (ปิดการขาย)

Attention (กระตุ้นให้สนใจ)

Attention หมายถึง การทำให้ลูกค้าหันมาสนใจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น AIDA และเป็นประตูบานแรกของทุกการขาย การกระตุ้นให้เกิดความสนใจสามารถทำได้ด้วยการกระตุ้นเพื่อดึงดูดห้ลูกค้าเกิดความสนใจในสินค้าเรา ด้วยวิธีต่างๆ

ตัวอย่างเช่น การลงโฆษณาบน YouTube ที่ทำให้ลูกค้าสนใจในสินค้าได้จริง ลูกค้าจะเป็นฝ่ายกดเข้ามาที่เว็บไซต์เองหรือไปทำการสืบค้นข้อมูลต่อเอง แต่ในทางกลับกันถ้าหากไม่สามารถทำให้ลูกค้าสนใจได้ ลูกค้าก็จะกด Skip ข้ามแบบไม่ใยดี

สำหรับโจทย์ในประเด็นแรกของ AIDA คือ การทำให้ลูกค้ารับรู้ตัวตนของแบรนด์การสร้าง Brand Awareness ด้วยวิธีการต่างๆ และที่สำคัญคือต้องทำให้ลูกค้าหยุดเพื่อให้ความสนใจในสินค้า (เหมือนกับการที่เดินผ่านร้าน และร้านน่าสนใจจนต้องหยุดมองหรือหันมอง)

Interest (ความสนใจ)

เมื่อสามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้ามาได้จากในขั้น Attention เรียบร้อยแล้ว ในขั้นที่สองของ AIDA คือ Interest หมายถึง การชักจูงลูกค้าให้สนใจในสินค้า เป็นการสร้างความสนใจให้ลูกค้าอยู่ต่อหลังจากที่สินค้าสะดุดตาลูกค้าแล้ว

ในขั้นนี้จะเป็นการจูงใจลูกค้าด้วยการให้ข้อมูลของสินค้า หรือในกรณีที่ลูกค้าเป็นฝ่ายเข้ามาหาข้อมูลเอง (อย่างเช่น ตามมาจากโฆษณา) แบรนด์มีหน้าที่ในการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนว่าสินค้าทำอะไรได้ (หรือแต่ละรุ่นทำอะไรได้บ้าง)

ตัวอย่างเช่น การที่พนักงานขายให้ข้อมูลว่าสินค้าที่คุณกำลังยืนมองอยู่หลังจากที่คุณเดินเข้าไปในร้าน ว่าทำอะไรได้บ้าง ทำจากอะไร หรือมีโปรโมชั่นอะไรอยู่

Desire (ความปรารถนา)

หลักจากที่ลูกค้ามีข้อมูลของสินค้าที่สนใจเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไป Desire คือ การทำให้ลูกค้าที่กำลังสนใจในตัวสินค้า เกิดความปรารถนา เกิดความอยากได้สินค้า ซึ่งวิธีที่ได้ผลง่ายที่สุดคือการทำให้ลูกค้าใช้อารมณ์ตัดสินใจซื้อสินค้า

ตัวอย่างเช่น การที่เข้าไปเลือกซื้อสินค้าบางอย่างในร้าน หลังจากที่พนักงานได้ให้ข้อมูลในขั้น Interest หมดแล้ว พนักงานขายจะพยายามแนะนำว่า คุณเหมาะกับสินค้าชิ้นไหน/เพราะอะไร เพื่อทำให้ลูกค้าเริ่มคิดว่า “ถ้าใส่อันนี้แล้วจะต้องดูดีมากแน่ๆ” หรือ “ก็จริง ถ้าใส่อันนี้แล้วต้องดูดีกว่าอีกชิ้น”

Action (ลงมือ)

เมื่อสามารถทำทั้ง 3 ขั้นก่อนหน้าของ AIDA ได้แล้ว ในขั้นสุดท้ายคือการขายสินค้าให้ได้เพราะถ้าขายไม่ได้สิ่งที่ทำมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็จะเป็นแค่เรื่องเสียเวลาเปล่า โดยขั้น Action คือ การทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ หรือที่เรียกว่า การปิดการขาย

ในขั้นนี้จะเป็นการทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีเพื่อโน้มน้าวใจลูกค้า ตัวอย่างเช่น การใช้โปรโมชั่น การตั้งคำถามจูงใจอย่างลูกค้าต้องการสินค้าสีอะไร

นอกจากนี้ ในกรณีที่ไม่ใช่การขายด้วยพนักงานขาย การใช้คำว่า “โทรหาเราตอนนี้” หรือ “จำกัดเวลาถึงวันที่ xxx” เพื่อกระตุ้นลูกค้าด้วยโฆษณาที่ลูกค้าเห็นก็นับว่าเป็นขั้น Action เช่นกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง