Demand คือ อะไร? อุปสงค์ และ Law of Demand

Demand คือ อุปสงค์ คือ ความต้องการซื้อ

อุปสงค์ หรือ Demand คือ อะไร? มาดูกันว่า อุปสงค์ หรือ Demand มีความหมายอย่างไร และเกิดจากอะไร?


อุปสงค์ คือ ชื่อภาษาไทยของ Demand คือ จำนวนความต้องการที่จะซื้อสินค้าบางอย่าง (ความต้องการซื้อ) ซึ่ง ความต้องการซื้อ ดังกล่าว จะไม่เท่ากันในแต่ละช่วง เพราะมีหลายปัจจัยที่สงผลต่อ Demand หรือปริมาณความต้องการซื้อ

นอกจากนี้ สินค้าที่มี ความต้องการซื้อ สูง (Demand สูง) ก็จะส่งผลให้ราคาของสินค้านั้นเพิ่มสูงขึ้น เช่น น้ำท่วมส่งผลให้คนต้องการอาหารแห้งและน้ำมากขึ้น ทำให้ราคาของอาหารแห้งและน้ำเพิ่มสูงขึ้นตาม

ซึ่งเราจะเรียกความสัมพันธ์ระหว่าง ความต้องการซื้อ (Demand) กับ ราคาสินค้า (Price) ว่า Law of Demand หรือ กฎของอุปสงค์

โดยความสัมพันธ์ระหว่างระดับความต้องการซื้อ (Demand) กับ ราคาสินค้า (Price) สามารถเขียนเป็นกราฟได้ในลักษณะตามภาพด้านบน



Law of Demand คืออะไร?

Law of Demand หรือ กฎของอุปสงค์ คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ปริมาณความต้องการซื้อ (Demand) กับ ราคาสินค้า (Price)

ถ้าสินค้าราคาสูง ปริมาณความต้องการซื้อ (Demand) จะลดลง

ถ้าสินค้าราคาต่ำ ปริมาณความต้องการซื้อ (Demand) จะเพิ่มขึ้น

โดยที่ปัจจัยอื่น ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง (สิ่งที่เปลี่ยนมีแค่ราคา)

Law of Demand เขียนเป็นกราฟได้ตามรูปภาพด้านบน แกนตั้งเป็นราคา (P หรือ Price) และแกนนอนเป็นปริมาณ (Q หรือ Quantity) ซึ่งจะเห็นว่าเป็นไปตามกฎของอุปสงค์ที่ได้อธิบายไว้นั่นเอง

แต่สินค้าบางอย่างเป็นข้อยกเว้นจาก Law of Demand

สินค้าที่ไม่เป็นไปตาม Law of Demand คือ สินค้าประเภท Giffen Goods และ Veblen Goods ที่ยิ่งราคาสูง ระดับความต้องการก็ไม่ได้ลดลง ตามหลัก Demand ที่อธิบายไว้ด้านบน

Giffen Goods คือ สินค้าทั่วไปที่เป็นที่ต้องการ ยิ่งราคาสูง (เป็นสินค้าจำเป็น)

Veblen Goods คือ ด้านตรงข้ามของ Giffen Goods คือ สินค้าราคาแพงที่ไม่ได้จำเป็นต้องซื้อ ที่ยิ่งแพงคนยิ่งซื้อ เพื่อใช้แสดงฐานะของผู้ซื้อ


ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ (Determinants of Demand)

ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ หรือ Demand คือ อะไรก็ตามที่ส่งผลต่อ ความต้องการซื้อ (ของผู้ซื้อ) ตัวอย่างเช่น

ระดับรายได้ของผู้บริโภค จะเห็นว่าถ้าหากว่ารายได้น้อย ถึงจะอยากซื้อก็ไม่สามารถซื้อได้

ในกรณีที่เศรษฐกิจไม่ดีจนคนไม่สามารถซื้อสินค้าได้ สินค้าก็จะราคาลดลงตามระดับความต้องการสินค้าที่ลดลง

รสนิยมและกระแสต่าง ๆ ในแต่ละยุค

ตัวอย่างเช่น ยุคหนึ่งคนแต่งตัวแบบหนึ่ง ทำให้เสื้อผ้านั้นมีความต้องการที่มากขึ้น ทำให้เสื้อผ้าแบบนั้นราคาสูงขึ้น กลับกันเมื่อเสื้อผ้านั้นหมดกระแส จะเห็นว่าเสื้อผ้าในลักษณะนั้นก็จะถูกนำมาขายลดราคา

การคาดการณ์ราคาสินค้า

กรณีนี้จะเหมือนเวลาที่คุณเห็นข่าวว่าราคาน้ำมันจะถูกลงพรุ่งนี้ คุณจึงไม่เติมน้ำมันวันนี้

ราคาของสินค้าอื่น ที่สามารถใช้ทดแทนกันได้


ถ้ามีสินค้าที่สามารถใช้ทดแทนสินค้าของเราได้ (อาจจะทำได้น้อยกว่านิดหน่อย) แล้วราคาถูกกว่ากันมากพอสมควร ก็มีแนวโน้มที่คนจะหันไปซื้อสินค้านั้นแทน ทำให้ราคาของสินค้าของเรามีระดับความต้องการที่ลดลง

ฤดูกาล (Seasonal)

ฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ทำให้ความต้องการสินค้าในแต่ฤดูกาลต่างกันตามไปด้วย ซึ่งความแตกต่างของความต้องการในแต่ละช่วง จะเป็นสิ่งที่ทำให้สินค้าบางอย่างในแต่ละฤดูกาลต่างกัน อย่างเช่น เสื้อกันหนาว


 

About greedisgoods

สวัสดี! อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ลิ้งด้านล่าง

View all posts by greedisgoods →