GreedisGoods » Accounting » ค่าเสื่อมราคา คืออะไร? วิธีคิดค่าเสื่อมราคา 4 วิธีทำอย่างไร

ค่าเสื่อมราคา คืออะไร? วิธีคิดค่าเสื่อมราคา 4 วิธีทำอย่างไร

by Kris Piroj
ค่าเสื่อมราคา คือ Depreciation Expense คือ วิธีคิดค่าเสื่อมราคา ตัวอย่าง ค่าเสื่อม บัญชี

ค่าเสื่อมราคา คือ อะไร?

ค่าเสื่อมราคา คือ ค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เกิดจากลดลงของมูลค่าสินทรัพย์ถาวรเมื่อเวลาผ่านไปอันเนื่องมาจากการใช้งาน การผ่านไปตามกาลเวลา และความล้าสมัยของสินทรัพย์ กล่าวคือในทางบัญชีค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้ประโยชน์สินทรัพย์ถาวรซึ่งทำให้กิจการต้องสูญเสียมูลค่าของสินทรัพย์เหล่านั้นไปตามเวลา

ทั้งนี้ เนื่องจากสินทรัพย์ถาวรเป็นสินทรัพย์มีตัวตน (Tangible Assets) ที่มีมูลค่าสูงถึงสูงมากและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเป็นสินทรัพย์ที่กิจการสามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่า 1 รอบปีบัญชี ตัวอย่างเช่น เครื่องจักร อาคาร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ (ยกเว้นที่ดิน) ส่งผลให้ในทางกฎหมายได้กำหนดให้ใช้วิธีการทางบัญชีในการทยอยตัดค่าใช้จ่ายจากมูลค่าเต็มของสินทรัพย์ถาวรไปจนกว่าจะเหลือเพียงมูลค่าซาก แทนการนำมูลค่าเต็มของสินทรัพย์ถาวรไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในรอบบัญชีเดียว

เพราะในความเป็นจริงบริษัทไม่ได้ใช้สินทรัพย์ถาวรจนหมดสภาพใน 1 ปี การซื้อเครื่องจักรที่บางครั้งมูลค่ามีสูงกว่ารายได้ 2 ปีรวมกันของบางบริษัท ในขณะที่เครื่องจักรดังกล่าวอาจใช้ไปได้อีก 10 ปีถึง 20 ปี การจะนำค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องจักรดังกล่าวมาลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายของปีที่ซื้อเข้ามาเพียงปีเดียวก็ดูจะเป็นเรื่องที่แปลก ๆ ในหลายความหมาย ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้กฎหมายได้กำหนดให้มี ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ขึ้นมา

ตัวอย่างเช่น บริษัท GreedisGoods ซื้ออาคารสำนักงานใหม่ในราคา 10 ล้านบาท และสมมติว่าบริษัทมีรายได้ในปีที่ซื้ออาคารสำนักงานดังกล่าว 6 ล้านบาท ในกรณีที่ไม่มีการหักค่าเสื่อมราคาหมายว่าถ้าบริษัท GreedisGoods จะนำค่าใช้จ่ายในการซื้ออาคารสำนักงานใหม่ทั้งหมด 10 ล้านบาทไปหักค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน กลายเป็นว่าในปีนั้นบริษัทขาดทุน 4 ล้านบาท

แต่เมื่อมีการหักค่าเสื่อมราคา จากตัวอย่างอาคารตามกฎหมายกำหนดให้หักค่าเสื่อมราคาปีละ 5% ของมูลค่าอาคาร (เมื่อครบ 20 ปีจึงจะหักจนหมด 10 ล้านบาท) และสมมติว่าตัวอาคารมีมูลค่าซาก 0 บาท ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่อยู่ในบัญชีของบริษัท GreedisGoods ในปีนี้คือ 5% ของ 10 ล้านบาท หรือ 500,000 บาทต่อปี (และจะหักไปเรื่อย ๆ ทุกรอบบัญชีจนครบ 20 ปี) ซึ่งการคิดค่าเสื่อมราคาด้วยวิธีนี้ เรียกว่า วิธีคิดค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง (Straight-Line Depreciation Method)

วิธีคิดค่าเสื่อมราคา

วิธีคิดค่าเสื่อมราคาสามารถทำได้ 4 วิธี ได้แก่

ทั้งนี้ วิธีคิดค่าเสื่อมราคาที่ได้รับความนิยมที่สุด คือ ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง (Straight-Line Depreciation Method) เนื่องจากเป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาที่เข้าใจง่ายและใช้ได้กับสินทรัพย์ถาวรทั่วไป ด้วยการทำให้ค่าเสื่อมราคาเป็นจำนวนคงที่ตลอดการอายุการใช้งานสินทรัพย์ถาวร (หากมูลค่าซากไม่เปลี่ยนไป)

โดยวิธีการเลือกใช้วิธีค่าเสื่อมราคายังได้มีการระบุเอาไว้ใน มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เอาไว้ว่า “กิจการต้องเลือกใช้วิธีการคิดค่าเสื่อมราคาที่สะท้อนรูปแบบของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตที่กิจการคาดว่าจะได้รับจากสินทรัพย์ และกิจการต้องทบทวนวิธกีารคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างน้อยที่สุดทุกสิ้นรอบปีบัญชี หากกิจการพบว่าลักษณะรูปแบบของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตจากสินทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ กิจการต้องเปลี่ยนวิธการคิดค่าเสี่อมราคาเพี่อสะท้อนถึงลักษณะรูปแบบของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 8 เรื่อง นโยบายการบัญชีการเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชีและข้อผิดพลาด

ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง

ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง คือ วิธีคิดค่าเสื่อมราคาด้วยการใช้ราคาทุนของสินทรัพย์ถาวร (ที่ไม่ใช่ที่ดิน) ลบด้วยมูลค่าซาก (มูลค่าคงเหลือ) และนำค่าที่ได้ไปหารด้วยอายุการใช้งาน โดยจะได้เป็นค่าเสื่อมราคาจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีเพื่อนำไปบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา ด้วยเหตุนี้ ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง จึงเป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาที่นิยมที่สุดเนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายเพราะเป็นเพียงการหารมูลค่าของสินทรัพย์ถาวร (หลังหักมูลค่าซาก) เป็นจำนวนเท่า ๆ กัน

โดยค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง (Straight-Line Depreciation Method) สามารถคำนวณ ได้จากสมการ

ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง = (ราคาทุน – มูลค่าซาก) ÷ อายุการใช้งาน

หรือไปที่ เครื่องคิดเลขค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง (Straight-Line Depreciation Method)

โดยที่

  • ราคาทุน คือ ราคาที่ได้สินทรัพย์ถาวรมา (ราคาซื้อ)
  • อายุการใช้งาน คือ อายุการใช้งานของสินทรัพย์ถาวร
  • มูลค่าซาก คือ มูลค่าของสินทรัพย์ถาวรเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว

และจะได้ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรงเป็นค่าเฉลี่ยของค่าเสื่อมราคาที่คิดจากมูลค่าสินทรัพย์ถาวรหลังหักมูลค่าซากออก

ตัวอย่างเช่น บริษัท GreedisGoods ซื้ออาคารสำนักงานใหม่ในราคา 10 ล้านบาท โดยมีมูลค่าซาก 1,000,000 บาท และตามกฎหมายกำหนดให้หักค่าเสื่อมราคาอาคารปีละ 5% ของมูลค่าอาคาร หรือมีอายุการใช้งาน 20 ปี

ดังนั้น ค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรงจะสามารถคำนวณได้จาก (10 ล้าน – 1 ล้าน ) ÷ 20 ปี = 450,000 บาท ซึ่งหมายความว่ามูลค่าของอาคารสำนักงานดังกล่าสจะลดลงปีละ 450,000 บาท โดยสิ้นปีที่ 1 มีมูลค่าเหลือ 955,000 บาท, สิ้นปีปีที่ 19 เหลือมูลค่า 1,450,000 บาท, และเหลือ 1 ล้านบาทในสิ้นปีที่ 20

ค่าเสื่อมราคาวิธียอดลดลงทวีคูณ

ค่าเสื่อมราคาวิธียอดลดลงทวีคูณ คือ วิธีการคิดค่าเสื่อมราคาโดยใช้ 2 เท่าของอัตราค่าเสื่อมราคา คูณด้วยราคาตามบัญชีของสินทรัพย์ดังกล่าว ณ วันต้นงวด หรือเขียนเป็นสมการค่าเสื่อมราคาวิธียอดลดลงทวีคูณ ได้ว่า

ค่าเสื่อมราคา = (2 x อัตราค่าเสื่อมราคา) x มูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ดังกล่าว ณ วันต้นงวด

โดยที่

จากสมการจะเห็นว่าค่าเสื่อมราคาที่คำนวณได้จากวิธีคำนวณแบบ ค่าเสื่อมราคาวิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance Depreciation Method) จะมีค่ามากกว่าในปีแรก ๆ ของอายุการใช้งานและจะลดลงอย่างมากในปีท้าย ๆ ของอายุการใช้งาน ซึ่งเรียกว่าเป็นการคิดค่าเสื่อมราคาแบบเร่ง ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการสะท้อนค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มเสื่อมสภาพหรือล้าสมัยอย่างรวดเร็วในช่วงแรกของอายุการใช้งาน

ค่าเสื่อมราคาวิธีผลรวมจำนวนปี

ค่าเสื่อมราคาวิธีผลรวมจำนวนปี คือ วิธีคิดค่าเสื่อมราคาด้วยการคำนวณจากอายุการใช้งานคงเหลือของสินทรัพย์ คูณกับราคาทุนลบด้วยมูลค่าซากของสินทรัพย์ถาวร หรือเขียนเป็นสมการค่าเสื่อมราคาวิธีผลรวมจำนวนปี ได้ว่า

ค่าเสื่อมราคา = (อายุการใช้งานคงเหลือ ÷ ผลรวมจำนวนปีของอายุการใช้งาน) x (ราคาทุน – มูลค่าซาก)

โดยที่ ผลรวมจำนวนปีจะได้มาจากการนำตัวเลขอายุการใช้งานตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีสุดท้ายมารวมกัน (ตัวเลขของปีที่ 1, 2, 3, 4,…,n) ตัวอย่างเช่น หากอายุการใช้งานของอาคาร คือ 20 ปี ผลรวมจำนวนปีจะเท่ากับ 1 + 2 + 3 + 4 + 5 + 6 + 7 + 8 + 9 + 10 + 11 + 12 + 13 + 14 + 15 + 16 + 17 + 18 + 19 + 20 = 210 ปี

จากสมการจะเห็นว่าวิธีคิดค่าเสื่อมราคาในรูปแบบค่าเสื่อมราคาวิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-the-Years-Digits Depreciation Method) เป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาที่จะทำให้ตัวเลขค่าเสื่อมราคาออกมาสูงในปีแรก ๆ และจะลดลงในปีต่อ ๆ มา เนื่องจากตัวคูณ (วงเล็บสีแดงที่ Highlight เอาไว้ในสมการ) จะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป จึงทำให้วิธีค่าเสื่อมราคาวิธีผลรวมจำนวนปีเหมาะสำหรับใช้กับสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเสื่อมราคาหรือล้าสมัยอย่างรวดเร็วในปีแรก ๆ ของอายุการใช้งานอย่างสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์

ค่าเสื่อมราคาวิธีจำนวนผลผลิต

ค่าเสื่อมราคาวิธีจำนวนผลผลิต คือ ค่าเสื่อมราคาที่คำนวณมาจากราคาต่อหน่วยคูณด้วยปริมาณผลผลิตในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ๆ หรือเขียนเป็นสมการได้ว่า

ค่าเสื่อมราคา = [((ราคาทุน – มูลค่าซาก) ÷ ปริมาณการผลิตตลอดอายุการใช้งาน) x ปริมาณการผลิตจริงในรอบระยะเวลาบัญชี]

โดยที่ ปริมาณการผลิตตลอดอายุการใช้งานคือจำนวนคาดการณ์ว่าสินทรัพย์ถาวรดังกล่าวจะสามารถผลิตได้ตลอดอายุการใช้งาน

กล่าวคือ ค่าเสื่อมราคาวิธีจำนวนผลผลิต (Units of Production Depreciation Method) ในปีที่มีการผลิตมากก็เท่ากับมีการใช้สินทรัพย์ถาวรดังกล่าวไปมากกับการผลิตย่อมทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของสินทรัพย์ถาวรได้มากกว่า

บทความที่คุณอาจสนใจ

เว็บไซต์ของเราใช้คุกกี้ (Cookies) เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ปรับตั้งค่าปฏิเสธ Cookies ยินยอม ดูรายละเอียด