Home Economics Economies of Scale คือ อะไร ? (การประหยัดต่อขนาด)

Economies of Scale คือ อะไร ? (การประหยัดต่อขนาด)

by greedisgoods
Economies of Scale คือ การประหยัดต่อขนาด EOS คือ ประหยัดต่อขนาด

EOS หรือ Economies of Scale คือ การประหยัดต่อขนาด แล้วสิ่งที่เรียกว่า การประหยัดต่อขนาด คือ อะไร ? เกิดจากอะไรและสำคัญอย่างไร ?

Economies of Scale คือ การประหยัดต่อขนาด ซึ่งก็คือการผลิตสินค้าในจำนวนที่มากพอจะทำให้ได้เปรียบในด้านต้นทุน จากการที่ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง

การผลิตที่เกิด Economies of Scale (EOS) หรือ การประหยัดต่อขนาด คือ ช่วยให้ต้นทุนในการผลิตลดลงเมื่อผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น

การประหยัดจากต้นทุนค่าขนส่ง เพราะการผลิตครั้งละมาก ๆ ทำให้การขนส่งคุ้มค่ามากขึ้น
การประหยัดจากต้นทุนทางการเงิน การผลิตได้ครั้งละมาก ๆ ต้องใช้ต้นทุนสูง ซึ่งการกู้เงินจำนวนมากทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง
การใช้ต้นทุนได้คุ้มค่าขึ้น เช่น การผลิตเต็มกำลังการผลิต ช่วยให้ต้นทุนเครื่องจักรคุ้มค่ายิ่งขึ้น
ต้นทุนในการโฆษณาและการส่งเสริมการขายลดลง จากการที่สินค้ามากขึ้นทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของค่าโฆษณาลดลง

Economies of Scale คือ แนวคิดของการที่ “ยิ่งทำมากหรือผลิตมากขึ้น ยิ่งคุ้มค่า”


Economies of Scale คือ อะไร ?

สมมติว่า บริษัท B เป็นบริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือในจีน ซึ่งการที่จะผลิตโทรศัพท์แน่นอนว่าจะต้องมีต้นทุน โดยต้นทุนในการผลิตหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 ส่วน (แค่ตัวอย่างให้เห็นภาพ)

ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) คือ ต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อผลิตมากขึ้น

สมมติว่า ต้นทุนชิ้นส่วนของโทรศัพท์แต่ละเครื่องรวม ๆ แล้ว เครื่องละ 2,000 บาท

ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) คือ ต้นทุนที่ไม่ว่าจะผลิตมากหรือน้อยแค่ไหน หรือไม่ผลิตเลย ต้นทุนนั้นก็ยังเกิดขึ้นเท่าเดิม

สมมติว่า เป็นค่าเช่าโรงงานเดือนละ 100,000 บาท

แล้วการผลิตสินค้าจำนวนมาก ทำให้เกิด Economies of Scale (EOS)ได้อย่างไร ?

อย่างที่บอก Economies of Scale คือ การที่ยิ่งผลิตมาก ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลดลง ลองมาดูตัวอย่าง

กรณีที่ 1

บริษัท B ผลิตโทรศัพท์ 100,000 เครื่อง บริษัท B จะมีต้นทุน ดังนี้

ค่าเช่าโรงงาน 100,000 บาท ที่ผลิตกี่เครื่องก็ราคาเท่าเดิม
ต้นทุนชิ้นส่วนโทรศัพท์ 2,000 บาท x 100,000 เครื่อง = 200,000,000 บาท

รวมต้นทุนที่บริษัท B ใช้ผลิตโทรศัพท์ 100,000 เครื่อง คือ 200,000,000 + 100,000 = 200,100,000 บาท ต้นทุนเฉลี่ยของโทรศัพท์ทั้งหมด คือ 200,100,000 ÷ 100,000 เครื่อง = 2,001 บาท

กรณีที่ 2

บริษัท B ผลิตโทรศัพท์ 200,000 เครื่อง บริษัท B จะมีต้นทุน ดังนี้

ค่าเช่าโรงงาน 100,000 บาท ที่ผลิตกี่เครื่องก็ราคาเท่าเดิม
ต้นทุนชิ้นส่วนโทรศัพท์ 2,000 บาท x 200,000 เครื่อง = 400,000,000 บาท

รวมต้นทุนที่บริษัท B ใช้ผลิตโทรศัพท์ 100,000 เครื่อง คือ 400,000,000 + 100,000 = 400,100,000 บาท
ต้นทุนเฉลี่ยของโทรศัพท์ทั้งหมด คือ 400,100,000 ÷ 100,000 เครื่อง = 2,000.5 บาท

จะเห็นว่ายิ่งผลิตโทรศัพท์มากขึ้นเท่าต้นทุนเฉลี่ยของโทรศัพท์จะลดลง จากตัวอย่างเมื่อผลิต 200,000 เครื่องต้นทุนต่อเครื่องจะลดลงเหลือ 2,000.5 บาท

จากตัวอย่าง ทั้งหมด คือ ภาพรวมของ Economics of Scale

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ จะเห็นว่า Economies of Scale สามารถเขียนเป็นกราฟได้ตามกราฟด้านล่าง


กราฟ Economies of Scale

กราฟ Economies of Scale คือ EOC กราฟ

แกนตั้ง คือ ต้นทุนในการผลิต
แกนนอน คือ จำนวนสินค้าที่ผลิตออกมา

Q1 คือ จำนวนที่ผลิตเดิม
C1 คือ ต้นทุนการผลิตเดิม

Q2 คือ จำนวนที่ผลิตที่เพิ่มขึ้น
C2 คือ ต้นทุนการผลิตหลังเพิ่มจำนวนสินค้าที่ผลิต จะเห็นว่ามีต้นทุนที่ลดลง

จะเห็นว่าเมื่อเพิ่มจำนวนการผลิตจาก Q1 ไปที่ Q2 (จาก 100,000 ไปที่ 200,000 ชิ้น)
จะทำให้ต้นทุนลดลงจาก C1 เป็น C2 (จาก 2,001 บาท เหลือ 2,000.5 บาท)

โดยเส้นโค้งเรียกว่า เส้น EOS หรือ เส้น Economies of Scale ที่แสดง การประหยัดต่อขนาด


อย่างไรก็ตามด้านตรงข้ามของ Economies of Scale คือ Diseconomies of Scale ที่เกิดจากการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้นทุนกลับไม่ลดลง

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Diseconomies of Scale หรือ ความไม่ประหยัดต่อขนาด ได้ที่ https://bit.ly/2SDpqmh


 

บทความที่เกี่ยวข้อง