Home Business IE Matrix คือ อะไร ? และวิธีใช้ ตาราง IE Matrix เลือกกลยุทธ์

IE Matrix คือ อะไร ? และวิธีใช้ ตาราง IE Matrix เลือกกลยุทธ์

by greedisgoods
Published: Last Updated on
IE Matrix คือ วิเคราะห์ IE ตัวอย่าง

ตาราง IE Matrix คือ อะไร ? และวิธีใช้ตาราง IE Matrix ในการวิเคราะห์เพื่อเลือกใช้ กลยุทธ์ระดับองค์กร

IE Matrix คือ ตารางที่ใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนกลยุทธ์ เพื่อเลือก กลยุทธ์ระดับองค์กร (Corporate Strategy) ที่เหมาะสมกับธุรกิจ ซึ่งการวิเคราะห์ด้วยตาราง IE Matrix จะวิเคราะห์จาก 2 ปัจจัย คือ Business Strength (ปัจจัยภายในของธุรกิจ) และ Industry Attractiveness (ปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวกับธุรกิจ)

IE Matrix เป็นชื่อย่อของ Internal-External Matrix

โดยทั้ง 2 ปัจจัยที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ IE Matrix จะเป็นผลที่ได้มาจากการวิเคราะห์ EFE Matrix และ IFE Matrix

สำหรับการวางแผนกลยุทธ์ด้วย IE Matrix จะเป็นการเปรียบเทียบว่าธุรกิจมีปัจจัยภายนอกและภายในอยู่ในระดับใดจาก 3 ระดับ เพื่อเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมจากตาราง IE Matrix ทั้ง 9 ช่องที่เกิดจากระดับคะแนนของปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกตัดกัน (คล้ายกับ GE Matrix หรือ GE Model)


ตาราง IE Matrix

ตาราง IE Matrix จะมีทั้งหมด 9 ช่อง เกิดจากการตัดกันของระดับคะแนนทั้ง 2 ปัจจัย (Business Strength และ Industry Attractiveness) ที่ได้มาจากการวิเคราะห์ EFE Matrix และ IFE Matrix

โดยทั้ง 2 ปัจจัยจะแบ่งระดับคะแนนออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ต่ำ (1 ถึง 2 คะแนน) ปานกลาง (2 ถึง 3 คะแนน) และสูง (3 ถึง 4 คะแนน)

สำหรับการเลือกกลยุทธ์ด้วย ตาราง IE Matrix สามารถทำได้โดยการพิจารณาว่าคะแนนจากการวิเคราะห์ EFE Matrix และ IFE Matrix ตัดกันที่ช่องใด ก็จะเลือกใช้กลยุทธ์จากช่องนั้น

ตัวอย่างเช่น บริษัท ใครประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ EFE Matrix ได้คะแนนรวม 2.72 และวิเคราะห์ IFE Matrix ได้คะแนนรวม 3.2

ดังนั้น กลยุทธ์ที่บริษัท ใครประกันชีวิต เลือกใช้จะเป็นกลยุทธ์ Growth Strategy (แนวตั้งแถวที่ 1 แนวนอนที่ 2)

ตาราง IE Matrix สำหรับการวางแผนกลยุทธ์ระดับองค์กร

IE Matrix คือ ตาราง IE Matrix กลยุทธ์ 9 ช่อง

Growth Strategy

Growth Strategy คือ กลยุทธ์การเติบโต เป็นกลยุทธ์เกี่ยวกับการขยายธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายวิธี เช่น พัฒนาสินค้าใหม่ การลงทุนในธุรกิจใหม่ เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด การควบรวมกิจการ และการเพิ่มยอดขาย เป็นต้น

Growth Strategy จะเหมาะกับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ซึ่งธุรกิจดังกล่าวยังมีโอกาสในการขยายธุรกิจต่อไปได้อีก สาเหตุที่จะใช้กลยุทธ์ Growth Strategy โดยทั่วไปจะมาจาก 3 กรณีคือ

  1. ตลาดใหญ่มาก แต่บริษัทยังมีส่วนแบ่งตลาดที่น้อย
  2. บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดที่มากในตลาดที่ไม่ใหญ่มาก จนต้องขยายสู่ตลาดอื่น
  3. บริษัทใหญ่และมีส่วนแบ่งตลาดมาก จนต้องขยายไปตลาดอื่น

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Growth Strategy แต่ละวิธี: Growth Strategy

Stability Strategy

Stability Strategy คือ กลยุทธ์คงที่ เป็นกลยุทธ์ที่หยุดการเติบโตชั่วคราวด้วยบางเหตุผล เพื่อปรับปรุงธุรกิจให้สามารถเติบได้อย่างมั่นคงต่อไป

Stability Strategy เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กับธุรกิจที่พบปัญหาบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ชั่วคราว การใช้กลยุทธ์ Stability เป็นเหมือนการหยุดชั่วคราวเพื่อซ่อมบางส่วนที่เสียก่อนที่จะเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม การที่ใช้กลยุทธ์ Stability Strategy แล้วไม่เป็นผล สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือธุรกิจจะต้องใช้กลยุทธ์ Retrenchment Strategy

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stability Strategy แต่ละวิธี: Stability Strategy

Retrenchment Strategy

Retrenchment Strategy คือ กลยุทธ์แบบหดตัว โดยจะเป็นกลยุทธ์ที่จะดำเนินธุรกิจด้วยการลดการลงทุน การเลิกลงทุน ไปจนถึงการเลิกกิจการ

สาเหตุของการใช้กลยุทธ์ Retrenchment Strategy จะมาจากการที่กิจการไม่สามารถทำกำไรได้เนื่องจากไม่สามารถสู้กับคู่แข่งได้หรือตลาดไม่น่าลงทุนอีกต่อไป โดยจากตารางจะเห็นว่าช่องที่ใช้กลยุทธ์ Retrenchment Strategy เป็นช่องที่ปัจจัยภายในและภายนอกอยู่ในระดับที่ต่ำหรือระดับปานกลางเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Retrenchment Strategy แต่ละวิธี: Retrenchment Strategy


 

บทความที่เกี่ยวข้อง