Home Investment Inverted Yield Curve คือ อะไร? บอกอะไร?

Inverted Yield Curve คือ อะไร? บอกอะไร?

by greedisgoods

Inverted Yield Curve คือ อะไร? มาดูกันว่าเส้น Inverted Yield Curve แสดงให้เห็นสัญญาณทางเศรษฐกิจอะไรบ้าง?

Inverted Yield Curve คือ เส้นผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ที่จะเกิดขึ้นเมื่ออัตราผลตอบแทนหรือ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นมีค่ามากกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว โดย Inverted Yield Curve จะเป็นด้านตรงข้ามของ Yield Curve ในสภาวะเศรษฐกิจปกติ

การเกิด Inverted Yield Curve คือ การที่นักลงทุนส่วนใหญ่หันไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมากกว่าลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนไม่มั่นใจในการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต หรือพูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) จึงหันไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาวแทน

เพราะถ้าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยจริง สิ่งที่ตามมาคือความผันผวนของตลาดทุนและการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง การถือพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเอาไว้จะทำให้ถึงแม้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยนโยบาย (ดอกเบี้ยพันธบัตรออกใหม่จะลดตาม) นักลงทุนก็จะยังมีพันธบัตรรัฐบาลที่ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรในอนาคตที่มีดอกเบี้ยต่ำ (ตามดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง)

สำหรับลักษณะของเส้น Inverted Yield Curve คือ เส้นที่ลาดลงจากซ้ายไปขวา แสดงถึงผลตอบแทน (Yield) ของพันธบัตรที่น้อยลงเรื่อยๆ ตามอายุของตราสารหนี้ (Maturity) ตามตัวอย่างกราฟ Inverted Yield Curve

กราฟ Inverted Yield Curve ที่เกิดจากการที่ผลตอบแทนระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว

Inverted Yield Curve คือ กราฟ พันธบัตร รัฐบาล เส้น Inverted Yield Curve

สรุปง่ายๆ Inverted Yield Curve คือ เส้นที่จะเกิดขึ้นเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นมีค่ามากกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว จากการที่นักลงทุนในตลาดพันธบัตรเริ่มไม่มั่นใจกับสภาพเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้จนต้องย้ายเงินลงทุนไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาวแทน

แต่ถ้าถามว่า Inverted Yield Curve แปลกหรือผิดปกติอย่างไร ทำไมต้องสนใจ มาทำความเข้าใจว่า Yield Curve คือ อะไร? กันก่อน

Yield Curve คืออะไร? (ในภาวะปกติ)

Yield Curve คือ เส้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทน (Yield) เมื่อเทียบกับอายุของตราสารหนี้ (Maturity) ซึ่งในสภาวะเศรษฐกิจปกติ (ที่ไม่เกิด Inverted Yield Curve) ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจะสูงกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น เนื่องจากพันธบัตรระยะยาวมีความเสี่ยงสูงกว่า

การที่ความเสี่ยงสูงทำให้พันธบัตรระยะยาวไม่เป็นที่ต้องการของนักลงทุน จึงทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวสูงกว่าตามกลไกของดอกเบี้ยเงินกู้ (พันธบัตรคือการกู้เงินจากนักลงทุน) เหมือนกับการที่มีคนขอกู้เงินของคุณในระยะยาวคุณก็จะต้องการดอกเบี้ยที่สูงกว่าระยะสั้น เนื่องจากการกู้เงินระยะยาวมีความเสี่ยงสูง

กราฟ Yield Curve ในภาวะปกติจะมีทิศทางเหมือนกราฟด้านล่าง

Yield Curve คือ ผลตอบแทนพันธบัตร เส้น Yield Curve

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ กราฟ Yield Curve ในสภาวะปกติจะเป็นเส้นที่ชันขึ้นจากซ้ายไปขวา ตามอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามอายุตราสารหนี้ (Maturity) ที่ยิ่งมีระยะยาวยิ่งให้ผลตอบแทน (Yield) เป็นดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

Inverted Yield Curve บอกอะไร?

อย่างที่บอกว่า Inverted Yield Curve คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจกับสภาพเศรษฐกิจในระยะสั้น จึงหันไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจนพันธบัตรระยะยาวให้ผลตอบแทนมากกว่าระยะสั้น

เส้น Inverted Yield Curve มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่วิกฤตเศรษฐกิจกำลังจะมาถึงในเวลาอันใกล้ ทำให้นักลงทุนใช้ Inverted Yield Curve เป็นเครื่องมือในการทำนายภาวะถดถอยของเศรษฐกิจหรือ Recession

โดยในอดีต Inverted Yield Curve สามารถทำนายจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐอเมริกาได้ถูกต้องหลายครั้ง (มีน้อยครั้งที่ไม่เกิด Recession จริง) สำหรับครั้งล่าสุดที่ Inverted Yield Curve มาพร้อมภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) คือ วิกฤต Subprime ของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2008 ซึ่ง Inverted Yield Curve เกิดขึ้นปลายปี 2007

แต่สาเหตุที่ทำให้ Inverted Yield Curve กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เกิดจากการที่ล่าสุดเมือวันที่ 23 สิงหาคม 2562 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีสูงกว่าพันธบัตรอายุ 10 ปี ทำให้ความกังวลของการเกิด Recession ครั้งต่อไปในปี 2020 ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

หลังจากนี้ก็คงต้องจับตามองกันต่อไปว่า Invert Yield Curve ครั้งนี้จะทำนายภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจหรือ Recession ได้อย่างแม่นยำแค่ไหน

บทความที่เกี่ยวข้อง