Home Business Just In Time คือ อะไร? มาเข้าใจกับ ระบบ JIT

Just In Time คือ อะไร? มาเข้าใจกับ ระบบ JIT

by greedisgoods
Just In Time คือ JIT ระบบ การผลิตแบบทันเวลาพอดี

ระบบ JIT หรือ Just In Time คือ การผลิตแบบทันเวลาพอดี แต่รู้หรือไม่ว่าระบบ Just In Time (JIT) ทำงานอย่างไร!?

Just In Time คือ ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี ที่จะผลิตสินค้าเมื่อมีความต้องการซื้อจากลูกค้าเท่านั้นและจะส่งมอบให้ลูกค้าทันทีหลังจากผลิตเสร็จโดยระบบ JIT จะไม่เก็บสินค้าเอาไว้ เพื่อลดจำนวนสินค้าคงคลังให้เท่ากับ 0 หรือใกล้เคียงกับ 0 ที่สุด (เรียกว่า Zero Inventory)

การผลิตแบบ Just In Time (JIT) จะไม่ได้ผลิตสินค้าจำนวนมากไว้เพื่อรอขายเหมือนกับการผลิตแบบ Mass Production ที่ใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรมการผลิต แต่จะผลิตสินค้าโดยใช้คำสั่งซื้อของลูกค้าเป็นตัวกำหนดการผลิต

Just In Time หรือ JIT คือ ระบบการผลิตที่มีต้นกำเนิดมาจากบริษัท Toyota บริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี โดยที่มาและวัตถุประสงค์ของระบบ Just In Time คือ การลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะต้นทุนจากการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง (Inventory) ทั้งสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วและชิ้นส่วนวัตถุดิบที่จะนำไปผลิตต่อ

อย่างที่บอกว่า การผลิตแบบทันเวลาพอดีหรือ Just In Time คือด้านตรงข้ามของการผลิตแบบ Mass Production ที่เป็นการผลิตสินค้าจำนวนมากแล้วเก็บสินค้าเอาไว้รอขาย เพื่อใช้ประโยชน์จาก Economies of Scale หรือ การประหยัดต่อขนาด ที่จะผลิตสินค้าจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนเฉลี่ยลง

แต่การผลิตครั้งละมากๆ ในรูปแบบ Mass Production นอกจากจะต้องเก็บสินค้าที่ผลิตเสร็จเอาไว้ แต่บริษัทยังต้องเก็บวัตถุดิบที่ซื้อเอาไว้รอผลิต ทำให้เกิด Waste หรือ ความสูญเปล่าจากการผลิต ที่เป็นต้นทุนที่ไม่เกิดประโยชน์ซึ่งได้แก่:

ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง เช่น ค่าเช่าในกรณีที่ต้องเช่าคลัง พื้นที่ที่เสียไปในการจัดเก็บ โอกาสที่สินค้าที่เก็บจะตกรุ่น ค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายสินค้าเข้าออกคลัง เป็นต้น

ความยุ่งยากและความสับสนในการผลิตสินค้าที่มีวัตถุดิบจำนวนมาก ในการผลิตสินค้าที่ต้องใช้วัตถุดิบจำนวนมาก การสั่งซื้อวัตถุดิบครั้งละมากๆ เพิ่มโอกาสในการผลิตที่ผิดพลาดจากความสับสนในการเบิกวัตถุดิบเข้าสู่ไลน์การผลิต เนื่องจากจำนวนวัตถุดิบไม่ได้มีอยู่พอดีเท่ากับจำนวนสินค้าที่จะผลิต

ต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบครั้งละมากๆ เพราะต้องผลิตครั้งละมากๆ ในขณะที่สินค้าที่ผลิตต้องรอเวลาไปจนกว่าจะขายได้ ถึงจะได้เงินกลับมา ทำให้จนกว่าจะขายสินค้าเหล่านี้ได้ ต้นทุนที่ลงทุนไปก็จะกลายเป็นต้นทุนจม (Sunk Cost)

ประโยชน์ของ Just In Time (JIT)

จากปัญหาด้านบนจึงทำให้เกิดระบบ Just In Time ขึ้นมาซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ได้แก่:

ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง ต้นทุนจากการเคลื่อนย้ายเข้าออก ต้นทุนการเก็บรักษา ต้นทุนที่มาจากการเช่าคลังสินค้า รวมไปถึงการที่สินค้าที่เก็บไว้ตกรุ่นทำให้ไม่สามารถขายได้ในราคาเดิมอีกต่อไป จนต้องนำมาขายลดราคาเพื่อลดสินค้าคงคลังที่ไม่สามารถใช้ได้

ลดความผิดพลาดจากการผลิต การสั่งวัตถุดิบมาเท่ากับจำนวนสินค้าที่ผลิต และการมีวัตถุดิบอยู่ในไลน์การผลิตเท่ากับจำนวนสินค้าที่ต้องผลิต ทำให้รู้ได้ทันทีว่าการผลิตมีความผิดพลาดจากการประกอบชิ้นส่วนที่ขายหรือเกิน รู้ได้ทันทีว่าขาดหรือเกินเพราะมีชิ้นส่วน = ที่ต้องใช้

ลดต้นทุนในการสั่งซื้อวัตถุดิบ การสั่งซื้อวัตถุดิบครั้งละน้อย (พอดีตามต้องการ) ทำให้เงินก้อนใหญ่ไม่จมไปกับการซื้อวัตถุดิบครั้งละจำนวนมาก รวมถึงลดภาระจากดอกเบี้ยที่สูงของการกู้เงินก้อนใหญ่

ข้อจำกัดของ ระบบ Just In Time

พื้นฐานของระบบ Just In Time คือ การผลิตแบบทันเวลาพอดี ที่ไม่ต้องเก็บสินค้าคงคลังหรือมีไว้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดความสูญเปล่าจากการผลิต (Waste)

อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรที่มีแต่ข้อดี ระบบ Just In Time เองก็มีข้อเสีย โดยข้อเสียที่สำคัญของระบบ Just In Time มาจากการที่ลดสินค้าคงคลังให้เหลือศูนย์ (Zero Inventory)

การไม่มีสินค้าคงคลังหมายความว่าถ้าต้องขายแต่กลับไม่สามารถผลิตได้ ก็จะไม่มีสินค้าส่งมอบให้กับลูกค้าทำให้เสียโอกาสในการขาย และถ้าหากว่านั่นเป็นสัญญาการผลิต หมายถึง บริษัทจะต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับคู่สัญญาที่เสียหายจากการที่เราไม่มีสินค้าส่งมอบ

ทำให้การผลิตแบบทันเวลาพอดีหรือ Just In Time คือ ระบบที่ต้องพึ่งพาข้อมูลภายในและการพยากรณ์ยอดขายที่แม่นยำหรือใกล้เคียงที่สุด

ปัญหาของระบบ Just In Time คืออะไร?

ระบบ Just In Time จะเกิดปัญหาเมื่อการผลิตสินค้าไม่เป็นไปอย่างไหลลื่นตามแผนการผลิต ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ระบบ Just In Time เกิดปัญหาก็คืออะไรก็ตามที่ทำให้การผลิตไม่ราบรื่นนั่นเอง ตัวอย่างเช่น:

ปัญหาจากการแบ่งปันข้อมูลภายใน การสื่อสารเรื่องความต้องการสินค้าที่ผิดพลาด ทำให้ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ (หรือเกินความต้องการ)

ปัญหาจากคุณภาพของวัตถุดิบ จากการที่สั่งวัตถุดิบมาเท่ากับจำนวนสินค้าที่ผลิต ถ้าหากว่าวัตถุดิบไม่ได้คุณภาพเป็นจำนวนมากหรือใช้ไม่ได้บ่อยในระดับที่วัตถุดิบสำรองไม่เพียงพอ บริษัทก็จะมีต้นทุนที่สูงกว่าปกติจากการสั่งวัตถุดิบเพิ่มเพียงไม่กี่ชิ้น

ปัญหาจาก Supplier ที่ไม่สามารถส่งมอบวัตถุดิบได้ทันเวลา ทำให้การผลิตไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะไม่มีวัตถุดิบ ดังนั้นการคัดเลือก Supplier และความสัมพันธ์กับ Supplier จึงสำคัญกับการใช้ระบบ Just In Time

ในส่วนนี้อาจแก้ไขด้วยการใช้การขนส่งแบบ Milk Run ที่เป็นการลดปัญหาความล่าช้าในการส่งสินค้าของ Supplier จากการที่บริษัทจะเป็นผู้ไปรับวัตถุดิบเอง

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การขนส่งแบบ Milk Run ได้ที่ https://bit.ly/2Hc5uFe

บทความที่เกี่ยวข้อง