GreedisGoods » International Business » ประกันภัยทางทะเล คืออะไร? (Marine Insurance)

ประกันภัยทางทะเล คืออะไร? (Marine Insurance)

by Kris Piroj
ประกันภัยทางทะเล คือ Marine Insurance คือ การประกันภัยทางทะเล

ในการค้าระหว่างประเทศนอกจากค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกต้องเข้าใจคือประกันภัยทางทะเล (Marine Insurance) มาดูกันว่าประกันภัยทางทะเล คืออะไร? ทำไมสำคัญกับการขนส่งสินค้าทางทะเลในการนำเข้าและการส่งออก

ประกันภัยทางทะเล คืออะไร?

ประกันภัยทางทะเล คือ การประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเรือขนส่งสินค้าหรือต่อสินค้าที่ขนส่งทางทะเลที่อยู่ระหว่างการขนส่งในทะเล และประกันภัยทางทะเลอาจคุ้มครองต่อเนื่องไปถึงการขนส่งสินค้าที่ต่อเนื่องจากการขนส่งทางทะเลด้วย

อธิบายให้งายกว่านั้น การประกันภัยทางทะเล คือ การรับประกันต่อความเสียหายของสินค้าที่มีการขนส่งทางทะเล และความคุ้มครองยังต่อเนื่องไปถึงการขนส่งทางบกและทางอากาศในกรณีที่เป็นการขนส่งด้วยหลายวิธีร่วมกันที่เรียกว่า Intermodal Transportation

โดยระยะเวลาในการรับประกันของการประกันภัยทางทะเล (Marine Insurance) จะเริ่มต้นตั้งแต่สินค้าออกจากโกดังสินค้าหรือสถานที่เก็บสินค้าตามที่ได้ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ต่อเนื่องไปจนถึงการเดินทาง และความสิ้นสุดของการรับประกันจะสิ้นสุดลงเมื่อสินค้าถึงที่หมาย

ซึ่งที่หมายในประกันภัยทางทะเล (Marine Insurance) อาจเป็นโกดังผู้รับสินค้า โกดังปลายทาง สถานที่เก็บสินค้าปลายทางที่ระบุไว้ โกดังหรือสถานที่เก็บสินค้าอื่น ณ ปลายทางที่ระบุไว้ ที่ผู้เอาประกันเลือกเป็นที่เก็บสินค้านอกเหนือเส้นทางขนส่งปกติ

ประเภทของประกันภัยทางทะเล

ประเภทของการประกันภัยทางทะเล (Marine Insurance) สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ การประกันภัยตัวเรือ (Hull Insurance) และการประกันภัยสินค้า (Cargo Insurance)

การประกันภัยตัวเรือ (Hull Insurance) คือ ประกันความเสียหายต่อเรือจากอุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น ลมพายุ, เรือเกยตื้น, เรือชนกัน, หรือชนหินโสโครก เป็นต้น และรวมถึงการประกันค่าระวางด้วย

การประกันภัยสินค้า (Cargo Insurance) คือ คุ้มครองสินค้าที่เอาประกันภัยซึ่งอยู่ในระหว่างการขนส่งทางทะเล โดยภัยที่ได้รับการคุ้มครองขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ผู้เอาประกันภัยเลือกซื้อความคุ้มครอง

ประกันภัยทางทะเล คือ Marine Insurance ความคุ้มครอง ประเภท
ประเภทของประกันภัยทางทะเล

นอกจากนี้ การประกันภัยทางทะเลหรือ Marine Insurance มีเงื่อนไข คือ ผู้ที่จะเอาประกันภัยได้ต้องมีส่วนได้ส่วนเสียในเหตุที่จะเอาประกันภัย เช่น เป็นเจ้าของเรือ, เป็นเจ้าของสินค้า, หรือเป็นผู้รับขนส่ง เป็นต้น ผู้ที่เป็นเจ้าของสินค้าขณะเกิดความเสียหายจึงจะมีสิทธิเรียกร้องบริษัทเพื่อรับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ประกันภัยทางทะเล คุ้มครองอะไรบ้าง?

ความคุ้มครองของการประกันภัยทางทะเล (Marine Insurance) สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 กลุ่มความคุ้มครอง ได้แก่

ภัยทางทะเล (Peril of the sea) คือ ภัยที่เกิดขึ้นในทะเล ตัวอย่างเช่น ภัยที่เกิดขึ้นจาก พายุ มรสุม เรือจม เรือชน และเรือเกยตื้น

อัคคีภัย (Fire) คือ ภัยที่เกิดขึ้นจากไฟไหม้ โดยจะต้องไม่ใช่ภัยจากความประพฤติผิดของผู้เอาประกัน (จุดเอง) หรือจากการที่ไฟลุกไหม้เองจากธรรมชาติ

การทิ้งทะเล (Jettisons) คือ การทิ้งของบางอย่างทะเลเพื่อทำให้เรือเบาลงในบางเหตุผล อย่างเช่น การที่เรือกำลังจะจมจำเป็นต้องลดน้ำหนักเรือโดยการโยนของทิ้งทะเล

โจรกรรม (Thieves) คือ การที่เรือถูกปล้นปล้นโดยโจรสลัดเพื่อช่วงชิงทรัพย์หรือสินค้าที่ทำการขนส่ง

การกระทำโดยทุจริตของคนเรือ (Barratry) เช่น การเจตนากลั่นแกล้งทุจริต และเจตนาที่ทำให้สินค้าที่ขนส่งเกิดความเสียหาย

ภัยอื่นๆ (Other Peril) ภัยอื่นที่นอกเหนือจากความคุ้มครอง 5 รายการด้านบน ซึ่งในกรณีที่ผู้ทำประกันต้องการความคุ้มครองเพิ่มเติมอื่นๆ ก็จะต้องชำระเบี้ยประกันภัยในอัตราที่สูงขึ้น

เงื่อนไขและขอบเขตความคุ้มครอง

ประกันภัยทางทะเลในไทย ส่วนใหญ่จะยึดเงื่อนไขและขอบเขตความคุ้มครองตามเงื่อนไขความคุ้มครองที่ใช้ในอังกฤษ โดยจะมีเงื่อนไขความคุ้มครอง 3 ชนิด ซึ่งขอบเขตความคุ้มครองของการประกันภัยทางทะเลจะลดหลั่นลงไปตาม ดังนี้

  • Institute Cargo Clauses (A) หรือ ICC(A) คุ้มครองทุกอย่าง (All Risks) ที่ไม่ใช่ข้อยกเว้น (Exclusions)
  • Institute Cargo Clauses (B) หรือ ICC(B) ให้ความคุ้มครองโดยมีข้อยกเว้นเพิ่มเติมจาก ICC(A)
  • Institute Cargo Clauses (C) หรือ ICC(C) ให้ความคุ้มครองโดยมีข้อยกเว้นเพิ่มเติมจาก ICC(B)

Institute Cargo Clauses (B) หรือ ICC(B) คือ ให้ความคุ้มครองโดยมีข้อยกเว้นเพิ่มเติมจาก ICC(A) โดย ICC(B) แยกความคุ้มครองออกเป็น 3 ลักษณะ

1. ความสูญเสียหรือเสียหาย ซึ่งเป็นผลจากภัยที่ระบุไว้ ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสาเหตุที่เป็นตัวการให้เกิดความเสียหาย ได้แก่

  1. อัคคีภัย หรือ การระเบิด
  2. เรือ หรือยวดยานประสบเหตุเกยตื้น เกยพื้น จม หรือพลิกคว่ำ
  3. การคว่ำหรือตกรางของยานพาหนะทางบก
  4. การชนหรือการโดนกันของเรือ ยวดยาน หรือ ยานพาหนะ กับวัตถุภายนอกใดๆก็ตามนอกเหนือจากกับน้ำ
  5. การขนถ่ายสินค้าลงที่ท่าใช้หลบภัย
  6. แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ฟ้าผ่า

2. ความสูญเสียหรือเสียหาย จะต้องมีสาเหตุโดยตรงจากภัยที่ระบุไว้ ได้แก่

  1. การถูกสละไปอันถือได้ว่าเป็นการสูญเสียเพื่อส่วนรวม
  2. การถูกทิ้งทะเล หรือ การถูกน้ำซัดตกจากเรือไป
  3. การที่น้ำทะเล น้ำทะเลสาบ หรือน้ำในแม่น้ำเข้ามาในระวางเรือ หรือยวดยาน หรือเข้ามาในตู้ ลำเลียง, ตู้ยก หรือสถานที่เก็บวางสินค้า

3. ความสูญเสียโดยสิ้นเชิงของหีบห่อใด ซึ่งตกจากเรือหรือตกลงมาในขณะขนขึ้นหรือขนลงจากเรือหรือยวดยาน

Institute Cargo Clauses (C) หรือ ICC(C) คือ ประกันภัยทางทะเลที่มีข้อยกเว้นเพิ่มเติมมาจาก ICC(B) โดยแยกความคุ้มครองออกเป็น 2 ลักษณะ

1. ความสูญเสียหรือเสียหาย ซึ่งเป็นผลจากภัยที่ระบุไว้ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสาเหตุที่เป็นตัวการให้เกิดความเสียหาย ได้แก่

  1. อัคคีภัย หรือ การระเบิด
  2. ประสบเหตุเกยตื้น เกยพื้น จม พลิกคว่ำ
  3. การคว่ำ หรือ ตกรางของยานพาหนะทางบก
  4. การชนหรือการโดนกันของเรือ ยวดยาน หรือยานพาหนะ กับวัตถุภายนอกใดๆ ก็ตาม นอกเหนือจากกับน้ำ

2. ความสูญเสียหรือเสียหาย จะต้องมีสาเหตุโดยตรงจากภัยที่ระบุไว้ ได้แก่

  1. การถูกสละไปอันถือได้ว่าเป็นการสูญเสียเพื่อส่วนรวม (General Average Sacrifice)
  2. การถูกทิ้งทะเล

นอกจากนี้ ในกรณีของสินค้าที่ขนส่งทางอากาศจะใช้ Institute Cargo Clauses (AIR) คือ เงื่อนไขความคุ้มครองทางอากาศที่จะมีเงื่อนไขเหมือนกับ Institute Cargo Clauses (A) และมีเพียงแบบเดียว มีระยะเวลาสิ้นสุดความคุ้มครอง 30 วัน หลังจากที่สินค้าลงจากเครื่องบินที่สนามบินปลายทาง

ข้อยกเว้นที่ไม่คุ้มครอง (Exclusions)

ข้อยกเว้นที่ประกันภัยทางทะเลไม่คุ้มครอง ได้แก่

  1. การกระทำโดยจงใจของผู้เอาประกันภัย
  2. การรั่วไหล การขาดหายของปริมาณหรือน้ำหนัก ตามปกติของตัวสินค้า (ของบางอย่างที่ระเหยระหว่างขนส่ง)
  3. การบรรจุหีบห่อ หรือ การจัดเตรียมที่ไม่เพียงพอ หรือไม่เหมาะสม (เสียหายจากการบรรจุเอง)
  4. ข้อเสียในตัวเองของสิ่งที่ทำประกันภัย
  5. ความเสียหายจากกรณีเจ้าของเรือ กัปตันเรือ ลูกเรือ เกิดปัญหาทางการเงิน แล้วก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินค้า
  6. ความเสียหายจากการล่าช้าในการขนส่ง
  7. ความเสียหายจากการปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี จากสงครามและต่อเนื่องจากสงคราม
  8. ข้อยกเว้นเมื่อเกิดการก่อการร้าย
  9. ความเสียหายจากภัยสงคราม (War Exclusion Clause)
  10. ภัยนัดหยุดงาน (Strikes Exclusion Clause) พนักงานนัดกันหยุด ทำให้สินค้าเสียหาย

เอกสารที่ใช้ออกกรมธรรม์

กรณีของการส่งออก (Export) ในเบื้องต้นเอกสารที่ต้องใช้ในการออกกรมธรรม์ ประกันภัยทางทะเล ได้แก่ Invoice, Bill of Ladding หรือ Master Airway Bill, Packing List, และ Letter of Credit (ในกรณีที่มี L/C เข้ามาเกี่ยวข้องในการส่งออก)

กรณีของการนำเข้า (Import) ในเบื้องต้นเอกสารที่ต้องใช้ในการออกกรมธรรม์ ประกันภัยทางทะเล ได้แก่ Performa Invoice หรือ Invoice, Bill of Ladding หรือ Master Airway Bill, และ Packing List

บทความที่เกี่ยวข้อง

GreedisGoods มีการเก็บ Cookies สำหรับสถิติการเข้าชมและโฆษณา เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดียิ่งขึ้น หากท่านใช้เว็บไซต์ต่อไปโดยไม่ปรับตั้งค่าปฏิเสธ Cookies เราเข้าใจว่าท่านยินยอมที่จะรับคุกกี้ ยินยอม ดูรายละเอียด