Home » เศรษฐกิจ » ส่งออกไทยเดือนพฤศจิกายน 2563 หดตัว -3.65% (YoY)

ส่งออกไทยเดือนพฤศจิกายน 2563 หดตัว -3.65% (YoY)

by Aiamp P.
ส่งออกไทย พฤศจิกายน 2563 หดตัว 2020
  • ภาพรวมมูลค่าการส่งออกไทยเดือนพฤศจิกายน 2563 มีมูลค่าอยู่ที่ 18,932.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -3.65% (หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8)
  • สำหรับมูลค่าการส่งออก 11 เดือนแรกตั้งแต่มกราคม – พฤศจิกายน มีมูลค่า 211,385.69 หดตัว -6.92%

ส่งออกไทยเดือนพฤศจิกายน 2563 หดตัวติดลบ -3.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) โดยมีมูลค่าการส่งออกตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 18,932.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าการส่งออกไทยในช่วง 11 เดือนแรกขอองปี 2563 (มกราคม – พฤศจิกายน) มีมูลค่าอยู่ที่ 211,385.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือหดตัว -6.92% เมื่อเทียบกับ 11 เดือนแรกของปีที่แล้ว

สำหรับหมวดหมู่ของสินค้าที่มูลค่าการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนยังคงขยายตัวได้ดี ยังคงเป็น 3 กลุ่มเดิมที่เติบโตต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ ได้แก่

  • สินค้าอาหาร เช่น ผักและผลไม้ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อาหารสัตว์เลี้ยง สุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง และสิ่งปรุงรสอาหาร
  • สินค้าเกี่ยวกับการ Work from Home และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เตาอบไมโครเวฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ โทรศัพท์และอุปกรณ์
  • สินค้าเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เช่น เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ ถุงมือยาง

โดยการหดตัวต่อเนื่องของมูลค่าการส่งออกไทยในเดือนพฤศจิกายน 2563 ถือเป็นการหดตัวต่อเนื่องเดือนที่ 8 หลังจากเดือนตุลาคม 2563 การส่งออกไทยหดตัว -6.71% จากผลกระทบของการแพร่ระบาด


ตลาดส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2563

ตลาดส่งออกของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2563 ตลาดสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่หลายตลาดกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย รวมทั้งตลาดอื่นที่มีสัดส่วนสำคัญกับต่อส่งออกของประเทศไทยต่างมีอัตราการหดตัวที่ลดลงมากในเดือนพฤศจิกายน เช่น อาเซียน และตะวันออกกลาง

ตลาดสหรัฐอเมริกา ขยายตัวสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ที่ 15.4% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าฯ หม้อแปลงไฟฟ้าฯ และเครื่องคอมพิวเตอร์ฯ เป็นต้น ขณะที่ 10 เดือนแรกของปี 2563 ขยายตัว 8.3%

ตลาดญี่ปุ่น กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนที่ 5.4% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ โทรศัพท์และอุปกรณ์ ยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น ขณะที่ 11 เดือนแรกของปี 2563 หดตัว 8.4%

ตลาดทวีปออสเตรเลีย ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ที่ 23.7% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ เหล็กและผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น ขณะที่ 11 เดือนแรกของปี 2563 หดตัว 9.1%

ตลาดรัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 11 เดือนที่ 20.8% สินค้า สำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋อง แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า น้ำมันสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เป็นต้น ขณะที่ 11 เดือนแรกของปี 2563 หดตัว 21.5%

ตลาดทวีปแอฟริกา กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 16 เดือนที่ 4.9% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ข้าว รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาป เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรกล เป็นต้น ขณะที่ 11 เดือนแรกของปี 2563 หดตัว 20.7%

ตลาดส่งออกของไทยที่มูลค่าการส่งออกหดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2563 ได้แก่

  • ตลาดจีน หดตัว 8.9%
  • ตลาดสหภาพยุโรป หดตัว 8.5%
  • ตลาดอาเซียน หดตัว 15%
  • ตลาด CLMV หดตัว 13%
  • ตลาดอินเดีย หดตัว 1.3%
  • ตลาดลาตินอเมริกา หดตัว 6.6%
  • ตลาดตะวันออกกลาง หดตัว 12.1%

มุมมองของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) มองว่าการส่งออกไทยได้รับปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน สอดคล้องกับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อโลก (Global Manufacturing PMI) ที่ปรับตัวดีขึ้นเหนือระดับ 50 ต่อเนื่อง 5 เดือนติดต่อกัน

ในภาพรวมคาดว่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกในเดือนสุดท้ายของปี และหากประเทศไทยได้รับมอบวัคซีนในช่วงกลางปี 2564 ตามกำหนดจะฟื้นคืนความเชื่อมั่นได้เร็วขึ้น และส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัว ซึ่งจะทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวหลายรายการกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

นอกจากปัจจัยบวกเกี่ยวกับการผลิตและการกระจายวัคซีนแล้ว เมื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและภาคการขนส่งสามารถกลับมาเป็นปกติ คาดว่าจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นซึ่งจะส่งผลให้สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกสูงกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

ในส่วนของปัจจัยลบต่อภาคการส่งออกของประเทศไทยคือ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อทั่วโลก นอกจากนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดในจังหวัดสมุทรสาครของไทยอาจทำให้เกิดการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานซึ่งจะกระทบการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของไทยได้

ในขณะที่ปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นอยู่แล้วปัจจุบันคือการที่ผู้ส่งออกประสบปัญหาขาดแคลนตู้สินค้า ซึ่งถ้าหากว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้วกลับมาส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ปัญหาขาดแคลนตู้สินค้าอาจระทบการส่งออกในอนาคตได้

บทความที่เกี่ยวข้อง